สงครามเงินตราเดือด!!รูเบิลแข็งค่าพันธบัตรเมกาถูกเมิน ร่วงหนักในรอบ 50 ปี โลกใช้ดอลลาร์ลดลงเหลือ 38%

855

วิกฤตสงครามยูเครนยังคงยื้อกันระหว่าง ประเทศที่ต้องการสันติภาพโดยเฉพาะคู่ขัดแย้งรัสเซียและยูเครนแม้จะยังตกลงกันไม่ลงตัว  แต่กองเชียร์โดยเฉพาะสหรัฐและนาโตยังคงสนับสนุนสงครามอย่างไม่ลดละ สงครามเศรษฐกิจในมิติของค่าเงินกลับยิ่งดุเดือดแหลมคม เพราะเป็นตัวชี้ขาดอำนาจที่ควบคุมโลกทุนนิยมทุกวันนี้อย่างแท้จริง

วันที่ 28 มี.ค.2565 สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงาน การประเมินผลส่วนแบ่งการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐลดลงในการทำธุรกรรมทั่วโลก สกุลเงินสหรัฐสูญเสียมากกว่า 1% ในเดือนกุมภาพันธ์เพียงเดือนเดียวตามรายงานของระบบธุรกรรมระหว่างธนาคารที่เรียก่าสวิฟต์ (SWIFT)

ในเดือนกุมภาพันธ์ปรากฎว่า การใช้เงินดอลลาร์ลดลง 1.07% ลดลงเหลือ 38.85% ของธุรกรรมทั่วโลกทั้งหมดที่ดำเนินการผ่าน SWIFT แม้ในแต่ละปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งของดอลลาร์มีแต่เพิ่มขึ้น 0.42%

ในทางกลับกัน ส่วนแบ่งของการชำระในสกุลเงินยูโรกลับเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1.23% มาอยู่ที่ 37.79% เงินยูโรเพิ่มขึ้นมากที่สุดใน 5 อันดับแรกของโลกเมื่อเทียบปีต่อปี

เงินหยวนจีนเมื่อเดือนที่แล้ว ลดลง 0.97% และคำนวณคิดเป็น 2.23% ที่ใช้ในทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งของเงินเยนในการใช้จากทั่วโลกก็ลดลงเช่นกัน และตอนนี้อยู่ที่ 2.71%

 

ในขณะเดียวกัน เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำรัสเซีย คาเซม จาลาลี(Kasem Jalali)  ได้แสดงความเห็นว่า อิหร่านและรัสเซียได้เริ่มทำงานร่วมกันเพื่อเชื่อมต่อระบบระหว่างธนาคารของตน เพื่อหลีกเลี่ยงเครือข่ายธุรกรรมทางการเงินของสวิฟต์ ทั้งสองประเทศเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากตะวันตก ทำให้แทบจะหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะชำระบัญชีการค้าผ่าน Swift เขาย้ำว่า “เรากำลังดำเนินการหลายขั้นตอนในเรื่องนี้” 

เมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารรัสเซีย 7 แห่งได้ถูกคว่ำบาตรและแยกตัวจากระบบ SWIFT ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าถึงตลาดต่างประเทศ  การห้ามนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคว่ำบาตรล่าสุดของตะวันตกที่มุ่งเป้าให้รัสเซียเป็นอัมพาตทางเศรษฐกิจ  แต่รัสเซียมีกลไกการชำระเงินของตัวเองที่เรียกว่า Financial Transfer System หรือ SPFS ซึ่งมีหน้าที่คล้ายกับ Swift และอนุญาตให้โอนข้อความทางการเงินในรูปแบบของ SWIFT เครือข่ายธุรกรรมทางการเงินนี้สร้างขึ้นเพื่อแทนที่ Swift และได้รับการพัฒนาโดย Bank of Russia ตั้งแต่ปี 2014

จาลาลี กล่าวเสริมว่า SPFS มีฟังก์ชันคล้ายกับ Swift และอนุญาตให้ถ่ายโอนข้อความในรูปแบบของ SWIFT แม้ว่าผู้ส่งสารทางการเงินของรัสเซียยังคงประสบความยากลำบาก แต่ประเทศประมาณ 40 ถึง 50 ประเทศก็ทำงานร่วมกับระบบนี้และเป็นสมาชิกของระบบนี้ด้วย

ธนาคารกลางของรัสเซียมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 630,000ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้ มีทองคำคิดมูลค่าเป็นสัดส่วน20% ทองคำทั้งหมดเก็บในตู้เชฟในประเทศรัสเซีย

แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารกลางรัสเซียในรูปเงินตรา หรือพันธบัตรรัฐบาลฝากกับจีน17.7%, ฝรั่งเศส 15.6%,ญี่ปุ่น 12.8%, เยอรมันนี 12.2%,สหรัฐ 8.5%, Bank for International Settlements/IMF 6.4%, อังกฤษ 5.8%

หลังจากรัสเซียบุกยูเครนแล้ว ปรากฎว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ฝากกับแก็งค์G-7โดนยึดไป 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Bank for International Settlements ซึ่งคุมธนาคารกลางของประเทศต่างๆทั่วโลก นอกจากจะยึดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียแล้ว ยังเขี่ยธนาคารกลางรัสเซียออกจากเครือข่ายสมาชิกอีกด้วย เมื่อเล่นกันรุนแรงถึงขั้นนี้ไม่น่าแปลกใจที่รัสเซียตอบโต้กลับทุกมาตรการทำสหรัฐ-และยุโรปหงายหลัง

 

สำหรับค่าเงินรูเบิล นับตั้งแต่ประกาศโดยปธน. ปูติน เกี่ยวกับนโยบายการส่งออกพลังงานใหม่ของรัสเซีย และสั่งให้ Bank of Russia เปิดแลกเงินรูเบิลกับทองคำด้วยอัตราส่วน 5000 Ruble/1G ค่าเงินรูเบิลเพิ่มขึ้นกว่า 10%ทันที จาก 100 เป็น 90 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรวมแล้ว ค่าเงินรัสเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% นับตั้งแต่ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 151 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม

ล่าสุดเงินรูเบิลรัสเซียแข็งค่ากลับมาอย่างต่อเนื่อง กลับมาอยู่ที่ราว ๆ 89.75 รูเบิล/ดอลลาร์แล้วถือว่าใกล้ระดับ 75-80 รูเบิล/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเรทแลกเปลี่ยนก่อนที่รัสเซียจะโดนคว่ำบาตรครั้งประวัติศาสตร์

ถ้ารูเบิลสามารถแข็งค่ากลับมาจนถึง 75-80 ได้ จะหมายความว่าเงินรูเบิลไม่ได้สูญเสียมูลค่าอะไรไปจากมหกรรมคว่ำบาตรของสหรัฐฯครั้งนี้ 

ด้านตลาดพันธบัตรโลกล่าสุด พันธบัตรทั่วโลกโดนเทขาย ทำสภาพคล่องหาย 2.6 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 2 เดือนซึ่งสูงกว่าครั้งเกิดวิกฤตการเงินโลกที่เรียกว่าวิกฤตซับไพร์มในปี 2008  ขณะที่พันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญการเทขายหนักสุดในรอบ 50 ปี จากรายงานของเดอะบลูมเบิร์ก โกลบัล แอ็คกริเกต อินเด็กซ์(The Bloomberg Global Aggregate Index)

โกลด์แมนแซ็คส์(Goldman Sachs) คาดการณ์ว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ภายในการประชุม 2 ครั้งคือเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2565 ทำ.ให้พันธบัตรสหรัฐ 2 ปีสูงถึง 2.9% และ 10 ปีที่ 2.7% หมายความว่าต้องยอมให้ผลตอบแทนสูงเพื่อเรียกให้คนมาลงทุนซื้อ สะท้อนความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจเจ้าของพันธบัตรก็คือสหรัฐอเมริกานั่นเอง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลกระทบจากการคว่ำบาตรของสหรัฐและพันธมิตรหวังทำลายเศรษฐกิจรัสเซีย ที่แท้แล้ววกกลับเป็นบูมเมอแรงกระแทกเศรษฐกิจสหรัฐและพันธมิตรแค่ไหน สงครามเงินตราจะจบอย่างไร และทั้งสองฝ่ายจะตอบโต้กับเผ็ดร้อนทำให้โลกต้องเผชิญกับคลื่นใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงอย่างไร โปรดอย่าได้กะพริบตา!!??