เล่นเองเจ็บเอง!?เมกา-ยุโรปคว่ำบาตรรัสเซีย ส่งราคาข้าวสาลี-ข้าวโพดพุ่ง 40% อาหารแพงหูฉี่เดือดร้อนทั้งโลก

490

วิกฤตสงครามยูเครน ทำอาหารโลกระส่ำ เมื่อคว่ำบาตรรัสเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสินค้าพลังงานและเกษตร จึงเหมือนการทุบหม้อข้าวตนเองของสหรัฐและยุโรป เจอแล้วเต็มๆเมื่อข้าวสาลีและข้าวโพด ตลอดจนปุ๋ยราคาพุ่งกระฉูด และผู้บริโภคเองที่ต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้น สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวโพดและข้าวสาลี เนื่องจากอุปทานทั่วโลกตึงตัว งานนี้สหรัฐก็ไม่รอดหวังทำลายเศรษฐกิจรัสเซียแต่คนอเมริกันกลับต้องรับเคราะห์ ยิ่งยืดเยื้อโลกตะวันตกอาจถึงขั้นขาดแคลนอาหารได้

วันที่ 22 มี.ค.2565 สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า ราคาข้าวสาลีล่าสุดพุ่งขึ้น 37% และราคาข้าวโพดพุ่งขึ้น 21% ในปี 2565 หลังจากเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ตลอดปี 2564 อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กระตุ้นให้บริษัทต่างๆ เช่น Kellogg และ General Mills ขึ้นราคาและส่งต่อต้นทุนให้กับผู้บริโภคเป็นคนจ่าย  แบบแผนนี้อาจเลวร้ายลงอีกด้วยวิกฤตการณ์ในปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย

รัสเซียและยูเครนคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของการส่งออกข้าวสาลีทั่วโลกรวมกัน และทั้งสองประเทศเป็นซัพพลายเออร์ที่สำคัญอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และเอเชีย แต่ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ได้ก่อให้เกิดวิกฤขาดแคลนทั่วโลกและราคาอาหารที่สูงขึ้น

ยูเครนได้รับการพิจารณาว่าเป็น “ตะกร้าขนมปัง” มานานแล้วเนื่องจากมีดินอุดมสมบูรณ์ การผลิตของประเทศคิดเป็น 12% ของการส่งออกข้าวสาลีทั้งหมดของโลกตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ คาดว่าส่งออกข้าวโพด 16% ของโลกแม้ในปีนี้ ผู้ผลิตอาหารในสหรัฐฯ ใช้วัตถุดิบส่วนใหญ่ในประเทศ แต่การผลิตและการส่งออกที่ลดลงจากยูเครนจะส่งผลกระทบไปทั่วโลกผ่านการขึ้นราคา

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

มาดูกันว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อสหรัฐฯและตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อลงโทษการบุกยูเครน

-ท่าเรือของยูเครนถูกปิดเนื่องจากการสู้รบอย่างหนัก ในขณะที่การส่งออกของรัสเซียไปยังสหรัฐและตะวันตกทำไม่ได้  แต่กลับได้ลูกค้าทางตะวันออกทั้งจีน-อินเดีย-ประเทศตะวันออกกลางมาทดแทน

-แม้ว่าราคาข้าวสาลีที่สูงขึ้นอาจเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรในสหรัฐฯ เนื่องจากอาจทำให้อุปสงค์ในประเทศกลับมามากขึ้น  แต่นั่นก็ไม่จำเป็นสำหรับผู้บริโภคเสมอไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแรงกดดันด้านราคาเกิดขึ้นทั่วโลกรวมทั้งสหรัฐฯด้วยเมื่อสงครามยืดเยื้อ

-ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ส่งผลให้ราคาอาหารของสหรัฐฯสูงขึ้นอีก ทั้งที่สูงตั้งแต่อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นก่อหน้าสงครามยูเครนด้วยซ้ำ ราคาข้าวสาลีที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ มีแนวโน้มจะทำให้สินค้าโภคภัณฑ์มีราคาแพงขึ้นอีกสำหรับผู้ผลิตอาหาร ซึ่งจะส่งผ่านต้นทุนเหล่านั้นไปยังผู้บริโภค เช่น ราคาซีเรียลและขนมปัง แม้ว่าผลกระทบอาจไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากราคาผู้บริโภคมักจะล่าช้ากว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะมีการทำสัญญาล่วงหน้าก็ตาม  

อะรุน ซันดาราม(Arun Sundaram) นักวิเคราะห์ของ CFRA กล่าวว่า “สหรัฐฯ ไม่ใช่คู่ค้ารายสำคัญกับรัสเซีย/ยูเครน แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพารัสเซีย/ยูเครน

รัสเซียซึ่งมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงาน ก็มีบทบาทสำคัญในตลาดเกษตรโลกด้วย ส่วนผสมสำหรับปุ๋ย มันกำลังเผชิญกับการคว่ำบาตรและบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น ในขณะที่สงครามยังดำเนินอยู่จะขัดขวางการไหลของส่วนผสมเหล่านั้น เช่น โปแตช และรัสเซียตอบโต้ด้วยการตัดการส่งออกสินค้าสำคัญนับร้อยรายการ

แบร์รี่ แบนนิสเตอร์(Barry Bannister) หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านตราสารทุนของ Stifel กล่าวว่า “การตัดขาดจากรัสเซียจะค่อนข้างสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจตะวันตก จะทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ความเสี่ยงจริงๆ ไม่ใช่พลังงาน แต่เป็นการเกษตร”

อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ทศวรรษในสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น ผู้ผลิตอาหารส่งสัญญาณว่าพวกเขาพร้อมที่จะขึ้นราคาต่อไปหากอัตราเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ จนถึงตอนนี้ ผู้บริโภคเต็มใจที่จะจ่ายในราคาที่สูงขึ้น แต่การขึ้นราคาเพิ่มเติมทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นว่าในที่สุดผู้คนจะรู้สึกกดดันและจ่ายไม่ไหว

ทอม วิลแซค รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ กล่าวว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสาลีในสหรัฐฯ จะเพิ่มการผลิตเพื่อช่วยชดเชยผลกระทบทั่วโลกจากการส่งออกที่สกัดกั้นจากยูเครน นักวิเคราะห์คาดว่าอุปทานที่ตึงตัวและความต้องการที่สูงจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจการเกษตรรายใหญ่บางแห่ง รวมถึง Archer-Daniels Midland และ Bunge บริษัทเหล่านั้นได้รับประโยชน์จากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกสำหรับผลิตภัณฑ์หลัก ซึ่งรวมถึงข้าวสาลี ข้าวโพด และถั่วเหลือง

สหรัฐฯคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการตัดรัสเซียจากยุโรปทั้งด้านพลังงานและอาหาร ไม่สนใจว่าประชาชนยุโรปจะลำบากแค่ไหน แต่ความจริงไม่สมดังหวังและกำลังเผชิญผลกระทบย้อนกลับ แก่นปัญหาของสหรัฐที่แท้จริงคือโครงสร้างเศรษฐกิจแบบปั้มเงินไม่อั้นภายใต้อำนาจเปโตรดอลลาร์ไปต่อไม่ได้ ปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สาธารณะเกินกำลังแบก ความหมักหมมของปัญหาสังคมภายในประเทศ และความแตกแยกทางการเมือง และประชาชน จะทำให้สหรัฐแพ้ภัยในที่สุด ขณะที่โลกจะได้เห็นการเกิดใหม่ของพหุอำนาจ ที่จับกลุ่มกันปลดแอกจากอำนาจตะวันตกมากขึ้นและมากขึ้น!!