ย้อนลึก “ปองพล” สู่พรรคแรมโบ้ – ผู้ลั่นวาจาทรท.ไม่ใช่ทักษิณ จะเว้นวรรคไหม ก่อนโดนยึดอำนาจ

465

ย้อนลึก “ปองพล” สู่พรรคแรมโบ้ – ผู้ลั่นวาจาทรท.ไม่ใช่ทักษิณ จะเว้นวรรคไหม ก่อนโดนยึดอำนาจ

จากกรณีที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ได้ชักชวนนายปรพล อดิเรกสาร อดีต ส.ส. สระบุรี สมัครเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ก็มีรายงานข่าวว่า นายปองพล อดิเรกสาร บิดาของนายปรพล ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วเช่นกัน ตั้งแต่เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยนายปองพล เป็น อดีต ส.ส.สระบุรี 4 สมัย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งอดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ทั้งยังเคยเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีรายงานข่าวอีกว่า นายสิทธิศักดิ์ พัฒนชัย อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มาเข้าสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติด้วยเช่นกัน ซึ่งนายสิทธิศักดิ์ เข้ามาดูแลเรื่องของการจัดหาสมาชิก ตัวแทนเขตในพื้นที่อีสาน

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!
สำหรับคำว่ารวมไทยสร้างชาติ เป็นคำที่ พล.อ.ประยุทธ์ คิดขึ้นมาเอง นายเสกสกล จึงขออนุญาต พล.อ.ประยุทธ์ นำไปตั้งชื่อพรรค ซึ่งพรรคการเมืองนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัย ซึ่งการประชุมพรรคในเดือน มีนาคมนี้ จะมีการเปิดตัวคีย์แมนคนสำคัญของพรรคด้วย
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายเสกสกล ได้ให้สัมภาษณ์ ภายหลังยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ได้มีการพูดคุยกับ พลเอก ประยุทธ์ มาก่อนแล้ว ตั้งแต่ยื่นขอจดทะเบียนพรรคต้นปี 2564 ก่อนที่พรรคพลังประชารัฐจะมีปัญหา ซึ่งชื่อนี้เป็นคำที่พลเอก ประยุทธ์ ชื่นชอบ ตนจึงส่งทีมงานไปจดทะเบียนไว้ก่อนเพราะกลัวคนอื่นจะนำชื่อไปใช้ ซึ่งนายกฯ ไม่ได้ว่าอะไร และดำเนินการตามขั้นตอน กกต. ขณะนี้สำนักงานอยู่ที่ จังหวัดนครราชสีมา แต่กำลังทำเรื่องย้ายมาที่ กทม.
“เดือนมีนาคมนี้จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคนัดแรก เพื่อปรับโครงสร้างพรรค จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ล็อตแรกออกมาก่อน และจะทยอยเซอร์ไพรส์เรื่อยๆ แต่ขอไม่เปิดเผยว่ามีใครร่วมงานบ้าง แต่มี ส.ส. อดีตส.ส. อดีตรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรี มาร่วมด้วย ส่วน นายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จะมาเป็นหัวหน้าพรรค ตามที่มีกระแสข่าวหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ เพราะขณะนี้เจ้าตัวยังเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐอยู่ แต่ยืนยันจะมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ หลายคนทยอยลาออกตามมา” นายเสกสกล กล่าว
นอกจากนี้ นายเสกสกล ยังกล่าวอีกว่า พรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ได้เป็นนอมินี หรือเป็นพรรคสำรองของใคร ที่สำคัญผู้สมัครสมาชิกพรรคต้องไม่มีประวัติด่างพร้อย สีเทาสีดำ ต้องทำงานเพื่อบ้านเมือง ยึด 3 สถาบันหลักของชาติ เป็นทางเลือกใหม่ และสนับสนุน พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ พลเอก ประยุทธ์ จะตัดสินใจเลือกให้พรรคใดเสนอชื่อ ก็เป็นสิทธิ
การลาออกของตนไม่ได้แจ้งให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รับทราบ เพราะตนเป็นเพียงสมาชิก ไม่ได้มีบทบาทในพรรคแต่อย่างใด และยังคงเคารพ พลเอก ประวิตร เช่นเดิม

แม้ พลเอก ประยุทธ์ จะไม่ได้เก่งกาจทางการเมือง แต่เป็นคนตั้งใจทำงาน ดังนั้นตนจะไม่ยอมให้ พลเอก ประยุทธ์ ถูกกระทำหรือโดดเดี่ยวเดียวดาย” นายเสกสกล กล่าวทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม หากในปี 2549 นายปองพล อดิเรกสาร ในฐานะรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เคยได้กล่าวว่า ตนเองได้เสนอที่ประชุมอดีต ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคถึงแนวทางรักษาพรรคให้คงความเป็นสถาบันการเมือง โดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคลคนใดคนหนึ่ง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ทรท.เป็นเพียงพรรคเฉพาะกิจ และจะล่มสลายไปหากไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ

“ผมห่วงเพราะมีหลายคนวิจารณ์ว่าไทยรักไทยเป็นแค่พรรคเฉพาะกิจ ถ้าไม่มีคุณทักษิณแล้วจะล่มสลายไป พวกเราไม่อยากเห็นเช่นนั้น อยากให้ไทยรักไทยเป็นสถาบันที่เติบโตต่อไป” นายปองพล กล่าว และว่าพรรคไทยรักไทยมีจุดแข็งที่ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ คือ หัวหน้าพรรค นโยบายพรรค ส.ส.ของพรรค และสมาชิกพรรค โดยเปรียบเทียบกับเครื่องบินจัมโบ้เจ็ตที่มี 4 เครื่องยนต์ หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียหาย ส่วนที่เหลือก็ยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

อย่างไรก็ดี นายปองพล กล่าวว่า การที่พรรคไทยรักไทยจะคงความเป็นสถาบันทางการเมืองได้ต่อไปนั้นอาจไม่จำเป็นต้องแยก พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาก็ได้ หากจุดแข็งทั้ง 4 ส่วนของพรรคมีการรับฟังและหารือถึงการแก้ไขปัญหากันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น สิ่งที่สมาชิกพรรคและประชาชนต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้ คือ ความชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจะเว้นวรรคทางการเมืองหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อนโยบายของพรรค และการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งหน้า เนื่องจากประชาชนห่วงว่านโยบายต่างๆ ที่ทางพรรคไทยรักไทยทำไว้จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรค

นายปองพล กล่าวว่า ถ้าจะเว้นวรรคก็ขอให้ชัดเจน เพราะมันเข้าสู่การเลือกตั้ง ขณะที่พรรคอื่นชัดเจน สมาชิกพรรคก็ถาม เราก็ตอบไม่ได้ นักการเมืองไม่กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องการความชัดเจนจะได้วางแผนถูก ถ้าไม่ชัดเจน ประชาชนจะเลือกลำบาก สำหรับนโยบายพรรคที่มีความชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้าทำต่อไป คือโครงการหมู่บ้าน SML และค่าโดยสารรถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย

ส่วนความชัดเจนว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จะลงสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่นั้น นายปองพล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ และจะรู้ล่วงหน้าในคืนก่อนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง (เป็น ส.ส.) เท่านั้น ยกเว้นรัฐมนตรีที่สามารถมาจากบุคคลภายนอกได้

ต่อมาใน ปี2555 นายปองพล อดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 พร้อมด้วย ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีต ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย ได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเป็นทางการแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับกลับสู่บ้านหลังเก่าอย่างอบอุ่น

โดย นายปองพล กล่าวยืนยันว่า การกลับมาของตนเอง ไม่ได้มาต้องการเพื่อร้องขอตำแหน่งทางการเมือง เพียงตั้งใจจะเข้ามาช่วยงานภายในพรรค เพราะยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์ รวมถึงนโยบายต่างๆ ของพรรค อีกทั้ง ต้องขอขอบคุณ นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ให้ความเมตตาในการกลับมาครั้งนี้

ด้าน ร.ต.ปรพล กล่าวอีกว่า จากนี้ไปจะกลับไปช่วยขยายฐานเสียงใน จ.สระบุรี ให้กลับคืนมาเป็นพื้นที่ของพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเดิม ทั้ง 4 เขตให้ได้ ขณะที่บรรยากาศที่พรรคชาติไทยพัฒนา ในวันนี้ เป็นไปอย่างชื่นมื่น

สำหรับนายปองพล อดิเรกสาร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระบุรี หลายสมัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526, 2535/1, 2538 และ พ.ศ. 2539 สังกัดพรรคชาติไทย ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 ได้รับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคไทยรักไทย เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2535 เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในระหว่างปี พ.ศ. 2538-2539 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี พ.ศ. 2540-2543 เป็นรองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2544-2545 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2545-2546

ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบในคดียุบพรรคการเมือง พ.ศ. 2549