“ช้อปดีมีคืน”ลดภาษี 3 หมื่น 3 เดือน!?! เงินหมุน 1.2 แสนล้าน กสิกรฯคาดรายใหญ่ได้ประโยชน์สร้างงานจำกัด

1037

ศบศ.เคาะ “ช้อปดีมีคืน”โดยลดหย่อนภาษีบุคคลสูงสุด 3 หมื่นบาทต่อราย เพื่อกระตุ้นการบริโภค 3.7 ล้านคนเต็มที่คาดเงินหมุนเวียนถึง 1.2 แสนล้านภายใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปี ฝ่ายวิจัยธนาคารกสิกรมองเปรียบเทียบกับโครงการช้อปช่วยชาติ ว่าช่วยหนุนการใช้จ่ายได้ชั่วคราว และธุรกิจรายใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีได้ประโยชน์โดยตรง  ส่งผลการจ้างงาน-SME ได้จำกัด จนกว่าแรงขับเคลื่อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง ทั้งการท่องเที่ยว การจ้างงานและภาคเกษตรจะเข้าสู่ภาวะปกติ

คณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งทยอยปรับปรุงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นและเพิ่มมาตรการใหม่ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบศ.วันที่ 7 ต.ค.2563 เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มการบริโภคเพิ่มเติมภายใต้ชื่อมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษี ส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่นและส่งเสริมการอ่าน 

ทั้งนี้ จะลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปีภาษี 2563 สำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการกับผู้ประกอบการจดทะเบียนตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท มีกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กลุ่มผู้ประกอบการค้าสินค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและผู้ประกอบการขายหนังสือและสินค้า OTOP 

มาตรการนี้จะไม่รวมสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ สลากกินแบ่งรัฐบาล น้ำมัน ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน โดยจะครอบคลุมวันที่ 23 ต.ค.–31 ธ.ค.2563 เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีในปีภาษี 2563 ณ มี.ค.2564 โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนใช้สิทธิ์โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ โครงการคนละครึ่งแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “ในส่วนมาตรการการลดหย่อนและคืนภาษีไม่เกิน 30,000 บาทต่อราย เป็นตัวเลขที่ภาคเอกชนสะท้อนว่าเหมาะสม และจูงใจให้ประชาชนใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในขั้นสูงสุดที่จะได้รับการลดหย่อนของแต่ละบุคคล โดยถ้าได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 20% ก็จะใช้จ่ายเท่ากับจำนวนที่ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีของตัวเอง” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว 

ช้อปดีมีคืนหนุนใช้จ่ายชั่วคราว-ส่งผลจ้างงาน-SME จำกัด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มาตรการ”ช้อปดีมีคืน”ที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ได้พิจารณาเห็นชอบนั้น คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้เพียงชั่วคราว และคงมีผลประโยชน์ต่อการจ้างงานค่อนข้างจำกัด ขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษี ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อาจไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงเท่าใดนัก 

โดยจากเงื่อนไขเวลาที่กำหนดไว้ในช่วง 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 มาตรการดังกล่าวจึงน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้เพียงในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะที่ผู้บริโภคส่วนหนึ่งที่มีแผนซื้อสินค้าอยู่แล้ว แต่เป็นสินค้าที่ไม่รีบใช้ อาจชะลอการจับจ่ายออกไปก่อน เพื่อรอซื้อสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้การบริโภคในช่วงก่อนมาตรการนั้นลดลง

นอกจากนี้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวน่าจะกระตุ้นการบริโภคได้เพียงชั่วคราว จึงทำให้ผู้ผลิตอาจจะยังไม่พิจารณากลับมาผลิตเพิ่ม หากอุปสงค์ยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผลประโยชน์ต่อการจ้างงานคงมีจำกัด แต่จะได้ประโยชน์ในเรื่องการระบายสินค้าคงคลังและสภาพคล่องเป็นหลัก นอกจากนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการกลางและขนาดเล็ก (SME) เช่น ร้านอาหารข้างทาง หรือร้านขายของชำขนาดเล็ก จำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีน่าจะได้รับผลประโยชน์เป็นหลัก (แต่ร้านค้ารายย่อยเหล่านี้อาจได้ประโยชน์จากมาตรการ “คนละครึ่ง” ที่รัฐบาลให้วงเงินสมทบไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน) 

ขณะที่การฟื้นตัวของการบริโภคหลังจากที่มาตรการหมดลงไปแล้วคงกลับมาขึ้นอยู่กับแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการท่องเที่ยว รายได้จากการจ้างงาน และรายได้ภาคการเกษตร เป็นสำคัญ

เปรียบเทียบช้อปดีมีคืน-ช้อปช่วยชาติ

ศูนย์วิจัยกสิกรมองว่ามาตรการ ช็อปดีมีคืน มีลักษณะเดียวกันกับโครงการช้อปช่วยชาติที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2558-2561 ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมาตรการช้อปช่วยชาติในช่วงก่อนหน้านี้กำหนดวงเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ขณะที่มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” กำหนดวงเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งจะต้องเป็นการใช้จ่ายในช่วง 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 คิดเป็นระยะเวลา 70 วัน โดยครอบคลุมการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการขายหนังสือและสินค้า OTOP โดยไม่รวมสินค้าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ยาสูบ สลากกินแบ่งรัฐบาล น้ำมัน ค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน อีกทั้ง หากประชาชนได้ใช้สิทธิโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือโครงการคนละครึ่งแล้วจะไม่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้

จะเห็นได้ว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่ผู้มีรายได้ระดับปานกลางและรายได้สูง โดยคาดว่าน่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในช่วงไตรมาส 4/2563 ซึ่งหากมีผู้เสียภาษีเข้าร่วมโครงการ 1.85 ล้านคน จะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 5.55 หมื่นล้านบาท แต่หากมีผู้เสียภาษีเข้าร่วมโครงการ 4.0 ล้านคน จะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจราว 1.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ หากรวมกับมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง และมาตรการเติมเงินสวัสดิการเพิ่มอีกเดือนละ 500 บาทให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงการทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2563 มีแนวโน้มดีขึ้นและหดตัวลดลงเมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสก่อนหน้า