“เปลว สีเงิน” ฟันฉับ!ลต.ซ่อม3แห่ง พปชร.จะย่อยยับ?ขณะอดีตกุนซือบิ๊กป้อม ชี้หลักสี่ ก้าวไกลปิ๋ว

656

จากที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งซ่อมกันในสามพื้นที่ สามจังหวัดมีการชิงชัยกันของพรรคใหญ่อย่างน่าติดตาม ซึ่งในวันนี้มีความคิดเห็นของผู้ที่เกาะติดสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งสื่อระดับอาวุโสที่วิเคราะห์ไว้ให้ประชาชนได้พิจารณา

โดยในวันนี้ 06 มกราคม 2565 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงการเลือกตั้งซ่อมไว้ว่า สุรชาติ และเจ๊หลีคือคู่ชิงเขต 9 หลักสี่

1.ผู้การแต้มพรรคพวกที่นับถือกันมานานอกหัก เพราะปชป. ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัคร ในขณะที่ผู้สมัครอื่นก็ไม่มีฐานเสียงรองรับ จึงมีแต่คุณสุรชาติลูกป๋าเหนาะ จากเพื่อไทย และเจ๊หลี ภริยาคุณสิระ จากพลังประชารัฐ เป็นคู่ชิง

2.ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลกระแสดีในตอนต้นแต่ตอนนี้ก็แผ่วมาก เพราะในที่สุดผู้ที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลเมื่อเห็นว่าไปไม่ไหวก็คงจะเทเสียงให้เพื่อไทย

3.ส่วนคู่ชิงผู้ว่าฯ กทม.นั้น คุณชัชชาติ ยังคงนำโด่งกว่าช่วงตัวแล้ว ทั้งที่ยังไม่กำหนดการเลือกตั้ง และ 4.ส่วนการเลือกตั้งซ่อมที่สงขลา และชุมพรนั้นเมื่อ ปชป.หลีกทางในกรุงเทพ จึงเป็นไปได้ว่า ปชป.และพลังประชารัฐ จะได้ที่นั่งกันคนละที่!!!

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ขณะในวันเดียวกันนี้ คอลัมน์ คนปลายซอย ของ เปลว สีเงิน แห่งหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก็ได้เขียนบทความเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมไว้ด้วย โดยจั่วหัวเรื่องไว้ว่า ‘พลังประชารัฐกับเลือกตั้ง’ ซึ่งเว็บไซต์ไทยโพสต์ได้นำมาเผยแพร่ไว้ มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งบางช่วงว่า

“เลือกตั้งซ่อม เดือนมกรานี้ ก็จะเลือกซ่อมกันถึง ๓ แห่ง คือที่ สงขลา เขต ๖, ชุมพร เขต ๑ อาทิตย์ที่ ๑๖ มกรา และที่ กทม. เขต ๙ “หลักสี่-จตุจักร” อาทิตย์ที่ ๓๐ มกรา

พูดถึงเลือกซ่อมที่ชุมพรกับสงขลา มันสะท้อนการเมืองระหว่างพรรคที่น่าจับตาเหมือนกัน จะว่าไป เขต ๖ สงขลา เลือกซ่อมแทน “นายถาวร เสนเนียม” ชุมพร เขต ๑ เลือกซ่อมแทน “นายชุมพล จุลใส”ทั้งคู่เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพ ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผมจะงดส่งคนลงไปแข่ง ด้วยเหตุผลว่า

๑.ประชาธิปัตย์ เป็นพรรครัฐบาลด้วยกัน ๒.เป็นการเลือกซ่อมคนของประชาธิปัตย์ ๓.แข่งกันเองเพื่ออะไร ได้มาก็ค่าเท่ากัน ทั้งไม่ทำให้เสียงรัฐบาลเพิ่ม ๔.ในค่าเท่ากันนั้น……การที่ พปชร.ลงไปชิง เท่ากับลงไปลดค่าความผูกพันทางใจในความเป็นพรรคร่วมให้ต่ำลง

และ ๕.”นางสาวสุภาพร กำเนิดผล” ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์  คนทั่วไปก็จะรู้ตามข่าวเท่านั้นว่าเป็นภรรยา “ส.ส.เดชอิศม์ ขาวทอง” ผู้มากบารมีในท้องถิ่นนั้น

แต่จริงๆ แล้ว “นางสาวสุภาพร” ไม่จำเป็นต้องใช้บารมี ส.ส.เดชอิศม์ เพื่อหาเสียง-หาคะแนน ด้วยซ้ำ เพราะนางสาวสุภาพรนั้น เป็นที่รู้จัก-เป็นที่รักของคนสงขลาด้วยเธอคลุกคลี-เข้าถึงชาวบ้านมานานแล้ว เรียกว่าบ้านไหนมีทุกข์-มีสุข ทุกการ์ดเชิญ ต้องถึงเธอ

สงขลา มี ส.ส.ทั้งหมด ๘ คน เป็นพลังประชารัฐ ๔ คน ประชาธิปัตย์ ๓ คน และภูมิใจไทย ๑ คน ทั้ง ๘ ส.ส.ก็สรุปรวม “พรรครัฐบาล” ถึงแข่งกัน ได้มาก็แค่ “เรือล่มในหนอง” แล้วเกิดประโยชน์อะไร ที่ต้องทำให้ “ใจกลัดหนอง” ต่อกัน ระหว่างประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ ในความเป็นพรรคร่วม?

เผอิญผมไปยะลา-ปัตตานี-สงขลาบ่อย สดับตรับฟังได้ว่า ชาวบ้านผูกพันกับ “นางสาวสุภาพร” มากกว่าคนของพลังประชารัฐส่วนที่ชุมพรเขต ๑ เหมือนกัน คนที่ประชาธิปัตย์ส่งลงแทน “นายชุมพล จุลใส” คือ “นายอิสรพงษ์ มากอำไพ” นั่นก็หลานนายชุมพลหรือ ส.ส.ลูกหมี

แล้วพลังประชารัฐ แรกๆ บอกไม่ส่ง สุดท้ายก็ส่ง “นายชวลิต  อาจหาญ“ ลงแข่ง ที่ชุมพร  ผมไม่เคยลงไปสัมผัส จึงไม่ทราบความผูกพันระหว่างผู้สมัครทั้งสองกับชาวบ้าน

ทราบเพียงว่า นายอิสรพงษ์ เป็นหลานชายอดีต ส.ส.ลูกหมีเอง   เมื่อ ส.ส.ลูกหมีถูกให้พ้นสภาพ ชาวบ้านย่อมสงสารและเห็นใจ เมื่อส่งหลานลงแทน นายอิสรพงษ์จึงมีโอกาสมากกว่า ในทัศนะผม เลือกซ่อมที่ชุมพร และสงขลา ผู้สมัครประชาธิปัตย์ มีโอกาสได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.เหนือกว่าพลังประชารัฐ นั่นคือ “พลังประชารัฐ” จะแพ้เลือกซ่อมเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยชนะมาทุกซ่อม! แม้กระทั่งเลือกซ่อม กทม.เขต ๙ “หลักสี่-จตุจักร” ก็เถอะ ถามว่าจะเอาบารมีจากใครไปดึงดูดใจให้เลือกพลังประชารัฐ?

ยิ่งมี “พรรคใหม่-หน้าใหม่” จากพรรคไทยภักดี ของคุณหมอวรงค์ที่คนให้ความสนใจเป็นพิเศษแล้ว ยังมี “หน้าเก่า-พรรคใหม่” อย่างนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ระดับเลขาฯ พรรคกล้าของนายกรณ์ จาติกวณิช ลงชิงด้วย แค่ ๒ คนนี้ ก็กลบฝังผู้สมัครรายอื่นๆ รวมทั้งผู้สมัครพลังประชารัฐมิด จะมีก็แค่อดีต ส.ส.ของเพื่อไทยที่แพ้ไปครั้งที่แล้วเท่านั้น

สรุปในมุมมองผม ทั้งซ่อม ๑๖ มกรา และซ่อม ๓๐ มกรา “พลังประชารัฐ” ยุคพรรคใหญ่แล้วผยอง พยายามปฏิเสธ “นายกฯ ประยุทธ์” จะย่อยยับ

แต่ก็อยากเห็นพลังประชารัฐกวาดได้หมดทั้ง ๓ ส.ส.นะ เพราะนั่น จะทำให้พลังประชารัฐได้มั่นใจ ว่า “ไม่ต้องมีประยุทธ์” ก็ได้……มีแค่ “ประวิตร-ธรรมนัส” ก็เป็นรัฐบาล “พลังประชารัฐ+เพื่อไทย” เป็นแกนตั้งรัฐบาลได้ ใครไม่เชื่อ ให้ไปถามทักษิณ!

“ประชาธิปัตย์” น่ะ ใจไปนานแล้ว ส่วน “ภูมิใจไทย” ยังเป็น “ฉลามน้ำลึก” ทั้งหมดนี้ อยากจะบอกพลเอกประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า……”การใช้น้ำไม่เผื่อแล้ง แกงไม่เผื่อเพื่อนบ้าน กาลข้างหน้า จะลำบาก”

(อ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ https://www.thaipost.net/columnist-people/58801/)