อดีตกุนซือบิ๊กป้อมป้องสมศักดิ์ไม่ผิด สวน“จรัญ”ถ้าศาลตีตกพรฎ.อ้างจะกระทบสถาบันฯ

1615

จากที่ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เสนอลดโทษนักโทษในคดีทุจริต กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมประเทศ ฝ่าฝืนสำนึกสุจริตของสังคมหรือไม่ มีที่ไหนในโลก

ทั้งนี้เนื้อหาบางช่วงที่นายจรัญ กล่าวไว้มีสาระสำคัญยิ่ง ว่าการยกร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ รัฐมนตรีเป็นคนยกร่าง เสนอให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) และให้ความเห็นชอบ

“การแก้ไขเรื่องดังกล่าวมีช่องทางที่ทำได้ คือ ใช้ช่องทางผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 230(1) เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษนั้นขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (10) และมาตรา 63 โดยกรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญต้องรับ เพราะเป็นการออกพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 175 และหากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญจริงจะถูกตีตก

ช่องทางนี้เป็นไปได้ และไม่กระทบกระเทือนพระองค์ เพราะไม่ใช่กระแสรับสั่ง เป็นการบริหารโทษของฝ่ายบริหารที่คานอำนาจของฝ่ายตุลาการ เชื่อว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวจะกลายเป็นบรรทัดฐานเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต แต่ผลที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชกฤษฎีกาที่ประกาศใช้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะตามกฎหมายห้ามย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ” นายจรัญ กล่าว

ล่าสุดวันนี้นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กถึงกรณีนายจรัญ ไว้ด้วยว่า ถ้า พรฎ.พระราชทานอภัยโทษผิดรัฐธรรมนูญ จะเกิดผลกระทบอย่างไร?

ผมเคารพ ท่านอาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล มานาน แต่จำเป็นต้องกล่าวว่า ข้อเสนอแนะ ที่ให้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พรฎ.พระราชทานอภัยโทษผิดรัฐธรรมนูญนั้น จะได้ผลเพียงแค่เอาใจคนบางพวกที่ไม่พอใจพวกทักษิณไม่กี่คนเท่านั้น

แต่จะมีผลกระทบใหญ่หลวงนัก ลองช่วยคิดกันดู 1. ต้องเข้าใจว่า การพระราชทานอภัยโทษนั้นทำได้ 3 ทาง  ก.พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจพระราชทานอภัยโทษโดยตรง , ข.โดยการออกพระราชบัญญัติ พระราชทานอภัยโทษ เช่นการเสนอร่างพระราชบัญญัติอภัยโทษแบบสุดซอย ซึ่งจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐสภา

ค.โดยรัฐบาลคือ ครม.ใช้อำนาจตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ แล้วนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าให้ตราพระราชกฤษฎีกา โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ กรณีเรื่องนี้ เป็นกรณีที่รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีใช้อำนาจของรัฐบาล แล้วกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตราพระราชกฤษฎีกาโดยนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

  1. เมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ โดยมีกฎกระทรวงยุติธรรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ประกาศใช้ มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ ว่านักโทษใดเป็นนักโทษชั้นไหน กรมราชทัณฑ์ ก็ต้องคำนวณการลดโทษไปตามนั้น ไม่ใช่ความผิดใดของคุณสมศักดิ์หรือ กรมราชทัณฑ์ บรรดาผู้ต้องโทษที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษได้รับพระราชทานอภัยโทษไปแล้ว จะแก้ไขอีกไม่ได้ ถ้าจะแก้ให้ถูกใจใครก็ต้องไปแก้หลักเกณฑ์ที่จะทำต่อไป
  2. 3. ถ้ารัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี มีเจตนาไม่ขอพระราชทานอภัยโทษแก่บรรดานักโทษคดีทุจริตก็ต้องเขียนไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้นว่า “พระราชกฤษฎีกานี้ไม่ใช้บังคับแก่นักโทษผู้ต้องคดีทุจริต” เพียงเท่านี้ก็ไม่เป็นปัญหาดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เพราะไม่เขียนไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงเป็นทางให้คนที่ไม่พอใจ เคลื่อนไหวคัดค้าน

การไม่เขียนข้อยกเว้นเรื่องนี้ ก็ต้องถือว่ามีเจตนาที่จะอภัยโทษทุกข้อหาความผิด ซึ่งดำเนินการแบบเดียวกันต่อจากการขอพระราชทานอภัยโทษครั้งก่อนหน้านี้ จึงเป็นความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี!!!!

  1. 4. ถ้าสมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกา ผิดรัฐธรรมนูญและต้องตกไป ก็เท่ากับว่าคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ทำผิดรัฐธรรมนูญ จะต้องรับผิดชอบ ทั้งทางการเมืองและทางกฎหมาย ซึ่งอีกฝ่ายหนึ่งก็สามารถร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินพร้อมกันได้ โดยอาจขอให้ศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งไปพร้อมกันด้วยก็ได้

จะทำอะไรกันนั้นได้คำนึงถึงความรับผิดชอบของ นายกฯกันบ้างไหม? นี่คือผลกระทบที่อาจเกิดแก่รัฐบาล ซึ่ง”นักกฎหมาย” บางท่าน ที่ไปทำหน้าที่ปรึกษากฎหมายให้รัฐบาลโดยไม่เปิดเผยชื่อ(ไม่ใช่ท่านอาจารย์วิษณุ)ก็ควรจะรับผิดชอบด้วยแม้ในทางจิตใจและจิตสำนึก

  1. 5. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนพระราชกฤษฎีกา ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตราขึ้น คิดกันบ้างไหมว่าจะกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์****เพราะการพระราชทานอภัยโทษนั้น เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลตามราชประเพณีในวาระสำคัญของบ้านเมือง ที่ทุกรัฐบาลจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า

ผมเชื่อว่าหลักการใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมคำนึงถึงผลกระทบอย่างทั่วด้าน มากกว่าที่จะคิดถึงความไม่พอใจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้อง และอยู่ในกรอบของโลกนิติ ธรรมนิติและราชนีติ รวมๆกัน จึงขอผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายได้ใคร่ครวญให้จงหนัก”