เปิดลึกจาก “สรยุทธ” สู่แก๊งจำนำข้าว ตีแผ่เกณฑ์ลดโทษ-อภัยโทษ! โกงเยอะๆ-ติดคุกน้อยๆ ผลงานโบว์แดงใคร?

2018

เปิดลึกจาก “สรยุทธ” สู่แก๊งจำนำข้าว ตีแผ่เกณฑ์ลดโทษ-อภัยโทษ! โกงเยอะๆ-ติดคุกน้อยๆ ผลงานโบว์แดงใคร?

จากกรณีที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงนักโทษคดีสำคัญ ๆ ที่ได้รับการลดโทษแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ ในช่วงวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า สมควรหรือไม่ที่จะต้องปรับเปลี่ยนกฎกระทรวง

ต่อมานายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณี นายสมชาย ตั้งคำถามถึงกรณีที่กรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจเหนือคำพิพากษาศาลฎีกาหรือไม่ว่า การบริหารโทษและการพิพากษากำหนดโทษเป็นคนละส่วนกัน ภายใต้กรอบอำนาจที่แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ  ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายของแต่ละฝ่าย ซึ่งการบังคับโทษทางอาญา คือ การบริหารโทษ เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ที่ดำเนินการได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจโดยพลการหรือเลือกปฏิบัติให้ผู้หนึ่งผู้ใด แต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ สำหรับพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ เป็นกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมไม่ได้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ไม่มีอำนาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงโทษเช่นกัน

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

การบังคับโทษ โดยปกติในทางปฏิบัติแล้ว ไม่มีประเทศไหนในโลก ที่จะบังคับโทษทั้งสิ้นตามคำพิพากษา แต่จะมีกลไกทางกฎหมายอื่นๆ มา บริหารโทษ ให้เป็นไปตามความเหมาะสม เช่น ลักษณะและพฤติการณ์แห่งคดี โดยมุ่งเน้นให้ผู้กระทำผิดได้รับโอกาสให้กลับตนเป็นพลเมืองที่ดี พร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข  ขอให้ลองนึกภาพย่อลงมาในระดับครอบครัว เชื่อว่าไม่มีพ่อ และแม่คนใดที่จะที่ลงโทษลูกจนครบ หรือ ตีลูกจนบาดเจ็บล้มตาย ส่วนมากก็จะเอาแต่พอสมควร คือการให้อภัย การให้โอกาส เพื่อให้คนในครอบครัว ได้อยู่อย่างปกติสุข

วัตถุประสงค์ของการลงโทษคือการป้องปราม ยับยั้งการกระทำ และการแก้ไขผู้กระทำผิด การลงโทษจึงมีหลากหลายวิธี ทั้งในเรือนจำและนอกเรือนจำ รวมทั้งการลงโทษทางสังคมทางชื่อเสียงเกียรติยศ ที่ผู้กระทำผิดและครอบครัวได้รับไปแล้วส่วนหนึ่ง โดยเชื่อว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรง หรือการลงโทษสูงเป็นสำคัญ แต่จะอยู่ที่ความแน่นอนและรวดเร็วของการลงโทษ ที่จะมีผลยับยั้งการกระทำความผิดมากกว่า

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การบริหารโทษ ตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม นั้น มีความหลากหลาย ทั้งในเรือนจำและนอกเรือนจำ คือ การคุมประพฤติ และติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือ กำไล EM และการดำเนินการเป็นไปโดยเสมอหน้ากัน ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติให้ผู้ใดผู้หนึ่ง ผู้ต้องโทษ ทุกคดี ทุกราย จะได้รับการบริหารโทษอย่างเท่าเทียมกันภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

การพระราชทานอภัยโทษ เป็นกลไกหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่พระมหากษัตริย์ไทย ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อผู้ต้องราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน บนพื้นฐานของหลักเมตตา และกรุณาอันมาจากองค์อธิปัตย์หรือประมุขแห่งรัฐ

“ตนขอยืนยันว่า เราได้ดำเนินการตามหลักกฎหมายที่มุ่งให้โอกาสแก่ผู้กระทำความผิด ได้กลับตนเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมายในสังคม ด้วยความเสมอภาค เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งการบริหารโทษของกรมราชทัณฑ์ เป็นไปตามหลักทัณฑวิทยาที่นานาอารยประเทศได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพฤตินิสัยและให้โอกาสผู้พลั้งพลาดในการกลับตัวสู่สังคม”
ล่าสุด แฟนเพจ ท็อปนิวส์ ได้มีการพูดถึงประเด็นของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ที่เคยตกเป็นข่าวในคดีทุจริตกรณีเงินโฆษณาเกินเวลา โดยบอกว่า “อีกหนึ่งผลงานของกระทรวงยุติธรรม นักโทษเกรด super vvvvvvvip ลดโทษ 85% มูลค่าเสียหาย 138 ล้าน”
ย้อนไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2555 เมื่อสรยุทธในวัย 46 ปี ถูก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลว่า สรยุทธ ได้ร่วมมือกับ นางพิชชาภา เอี่ยมสอาด เจ้าหน้าที่ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ทุจริตกรณีเงินโฆษณาเกินเวลาเป็นจำนวน 138 ล้านบาท

โดยรายละเอียดของ ป.ป.ช. มีใจความสำคัญคือ ในรายการคุยคุ้ยข่าว ถ้าหากบริษัท ไร่ส้ม ขายโฆษณาให้ลูกค้าเกินเวลาที่กำหนด ต้องจ่ายส่วนต่างให้อสมท. นาทีละ 240,000 บาท อย่างไรก็ตาม ระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ถึง 30 มิถุนายน 2549 มีการโฆษณาเกินเวลาหลายครั้ง แต่นางพิชชาภา เอี่ยมสอาด พนักงานอสมท ที่รับผิดชอบเรื่องการจัดคิวโฆษณา กลับไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ผู้บริหารทราบแต่อย่างใด

นอกจากนั้น นางพิชชาภา ยังได้รับเช็คจำนวน 6 ใบ สั่งจ่ายด้วยลายมือของสรยุทธ์ เป็นจำนวนเงิน 7.3 แสนบาท ซึ่ง ป.ป.ช. เชื่อว่าเป็นการมอบสินบนให้นางพิชชาภา เพื่อจะได้ไม่ต้องรายงานเรื่องเวลาโฆษณาเกินให้เบื้องบนได้รับรู้ ซึ่งผู้บริหารอสมท ได้ตรวจสอบย้อนหลัง ปรากฎว่า รายการคุยคุ้ยข่าวโฆษณาเกินเวลาไป

ทั้งนี้เมื่อกรกฎาคม 2549 ผู้บริหาร อสมท. ได้เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่าบริษัท ไร่ส้ม รับโฆษณาเกินเวลาไปถึง 578 นาที คิดเป็นเงิน 138.79 ล้านบาท ซึ่งพออสมท. ทวงถามเรื่องเงินมา บริษัท ไร่ส้ม ก็จ่ายคืนให้อสมท. พร้อมดอกเบี้ย 7.5% รวมเป็นเงิน 152.9 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้จะจ่ายเงินคืนไปเรียบร้อยแล้ว แต่ทาง ป.ป.ช. ต้องการเอาผิด บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โทษฐานสนับสนุนพนักงานในหน่วยงานรัฐกระทำความผิด ซึ่งบริษัท ไร่ส้ม มีสรยุทธเป็นผู้ถือหุ้น 99.99% นั่นก็แปลว่า ป.ป.ช. ต้องการมีบทลงโทษสรยุทธ สุทัศนะจินดา

และวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีไร่ส้ม สั่งจำคุกนางพิชชาภา 20 ปี ส่วน สรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่ทั้งหมดขออุทธรณ์คดีต่อ โดยหลังจากมีคำตัดสินของศาลชั้นต้น สรยุทธประกาศยุติการทำหน้าที่พิธีกร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับช่อง 3

ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ประกาศยืนคำตัดสินของศาลชั้นต้น สั่งจำคุกนางพิชชาภา 20 ปี ส่วน สรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่สรยุทธขอสู้ต่อที่ศาลสุดท้ายคือศาลฎีกา

วันที่ 21 มกราคม 2563 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา และยังคงยืนยันว่า จำเลยทั้งหมดมีความผิดจริง โดยนางพิชชาภา ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ โดนจำคุก 12 ปี , บริษัท ไร่ส้ม โดนปรับเงิน 72,000 บาท ขณะที่ นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา รับโทษจำคุก 6 ปี 24 เดือน ศาลฎีกาอธิบายเหตุผลว่า นายสรยุทธ เป็นสื่อมวลชนอาวุโส แต่กลับกระทำผิดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ทั้งๆที่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับวงการสื่อมวลชน จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ และจำเลยทั้งหมดจะเข้าสู่เรือนจำทันทีหลังจากสิ้นสุดคำพิพากษา
ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2563 นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้เปิดเผยว่า สรยุทธ ได้รับการลดโทษตามสัดส่วน จากการพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาของในหลวง รัชกาลที่ 10 อย่างไรก็ตาม การลดโทษที่สรยุทธได้รับ ยังไม่มากพอที่จะปล่อยตัวเขาออกจากเรือนจำได้

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน ในประเทศมีนักโทษในเรือนจำมากกว่า 380,000 คน โดย 80% ของนักโทษติดด้วยคดียาเสพติด ซึ่งส่งผลให้เรือนจำทั่วประเทศ มีความแออัดเป็นอย่างมาก ดังนั้นกระทรวงยุติธรรม จึงนำ “กำไลอีเอ็ม” หรือกำไลสัญญาณที่จะติดข้อเท้าของนักโทษ เอามาใช้งานจริง โดยจะปล่อยตัวนักโทษชั้นดี ที่รับโทษมาแล้วกึ่งหนึ่งหรือใกล้เคียง ให้ออกจากเรือนจำได้ แต่จะติดกำไลไปที่ข้อเท้า เพื่อเป็นสัญญาณติดตามว่านักโทษจะไม่หลบหนี แน่นอนว่าวิธีนี้ จะช่วยลดปริมาณความแออัดของนักโทษในเรือนจำลงไปได้เยอะมาก

และในโอกาสวันที่ 5 ธันวาคม 2563 ในวาระวันพ่อแห่งชาติ มีการพระราชทานอภัยโทษอีกครั้ง คราวนี้สรยุทธ ลดโทษตามสัดส่วนอีกครั้ง เหลือโทษเพียง 2 ปี กับอีก 8 เดือนเท่านั้น และนายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ยืนยันว่า ด้วยอายุโทษที่ลดลง ทำให้สรยุทธจะเข้าเกณฑ์การพักโทษ ในวันที่ 14 มีนาคม 2564 โดยจะได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระจากเรือนจำ แต่ต้องติดกำไลอีเอ็มไว้ที่ข้อเท้า และรายงานตัวกับกรมคุมความประพฤติ จนกว่าโทษที่แท้จริงจะหมดลงในปี 2565 โดยในครั้งนี้ นายสรยุทธ ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ 1 ปี 2 เดือน