ศิษย์เก่าจุฬาฯชี้มีสิ่งเลวแทรกซึมเข้ามหาลัย! คนตระกูลเวชชาชีวะ ซัดระวังกรรมคืนสนอง

1361

จากที่กลุ่มนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “CU Wisdom เพาะต้นกล้า” ได้จัดการอภิปราย และเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “จุฬาฯ รวมใจ : ลุ่มลึกในรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน รู้ทันอนาคต”นั้น

โดยการเสวนามีผู้อภิปรายอย่าง รศ.ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาฯ ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ ศ.พิเศษ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ดร. เวทิน​ ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย นายธีรเทพ วิโนทัย นักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ร่วมเสวนา โดยมี นางวิรังรอง ทัพพะรังสี เป็นผู้ดำเนินรายการ

ทั้งนี้ก่อนการอภิปราย นางวิรังรอง ได้แนะนำกลุ่ม CU Wisdom ว่า มาจาก จิณดา เตชะวณิช นิสิตเก่าจุฬาฯ คณะรัฐศาสตร์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยเริ่มรวมกลุ่มกันเพื่อยื่นหนังสือถึงอธิการบดี กรณีที่มีนิสิตชักธงสีดำขึ้นเสาธงแทนธงชาติ เมื่อปี 2563 และมีการพูดคุยกันตลอดมา และมีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์ภายในจุฬาฯ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่ม เพื่อที่จะได้รวมตัวกัน เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคม ใช้ความรู้และประสบการณ์ มาเพาะต้นกล้าจามจุรี ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำสถาบัน เพื่อให้ตระหนักถึงเกียรติคุณจุฬาฯ เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ มีจิตสำนึกถึงการรับใช้ประชาชนและแผ่นดิน เพราะเกียรติของจุฬาฯ คือเกียรติของการรับใช้ประชาชน

รศ.ประพันธ์พงศ์ ไม่ได้เข้าร่วมการอภิปราย เนื่องจากติดภารกิจ แต่ได้ฝากข้อความ โดยใจความสำคัญบางช่วงระบุว่า พฤติกรรมของนิสิตจุฬาบางกลุ่ม ที่นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบันต้องทราบ เนื่องจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดแล้ว ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่สถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จในกิจกรรมที่สำคัญของมหาวิทยาลัยตลอดมา นอกจากการเสด็จพระราชดำเนิน พระราชทานปริญญาบัตรแล้ว พระองค์ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จมาทรงดนตรีที่มหาวิทยาลัยทุกปี จนมีวันทรงดนตรี

“ในปัจจุบันนี้ สภาพสังคมไทยกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งทางที่ดีขึ้นและก็เลวลง โดยเฉพาะสิ่งที่เลวลงนั้น เนื่องจากเยาวชนบางกลุ่ม ไปยอมรับเอาวัฒนธรรมที่ขัดกับวัฒนธรรมและประเพณีที่เป็นที่นิยมของชาติอย่างรุนแรง เมื่อสิ่งดังกล่าวถูกนำมาสู่สถานศึกษาเก่าแก่ที่สุดและกำเนิดจากพระมหากษัตริย์ ตลอดจนผู้ที่ได้รับการศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการยอมรับจากสังคมไทย แต่อนิจจา สภาพที่เกิดขึ้นในอดีต กำลังถูกทำลายโดยมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ที่แทรกซึมเข้ามาในสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่สิ่งที่คนกลุ่มนั้นนำเข้ามาลืมนึกไปว่า กลุ่มที่ลอกพฤติกรรมนั้น กำลังประสบเคราะห์กรรมอยู่ในขณะนี้

ฐานะที่เป็นสมาชิกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นรุ่นพี่ รุ่นพ่อ ขอเตือนด้วยความหวังดีว่า “กรรมใดใครก่อไว้ ระวังกรรมนั้นจะคืนสนอง” ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะสิ่งที่ท่านทำนั้น อาจจะเป็นการทำลายสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดที่มีสมาชิกจำนวนมากที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ในฐานะรุ่นปู่ รุ่นตา รุ่นพ่อ และรุ่นพี่ ไม่อยากเห็นความหายนะ ที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำการทำลายเกียรติยศ ชื่อเสียง และนำความเสื่อมเสียสถาบันในนามแห่งพระองค์ อันเป็นที่เคารพรักอย่างสูงของประชาชนส่วนใหญ่ ขอเตือนว่า ถ้าถูกประชาทัณฑ์แล้วจะนึกถึงบทความนี้ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว”

ขณะที่ ศ.พิเศษ วิชา อภิปรายเรื่อง พระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.จุฬาฯ) โดยชี้ถึงข้อดีของพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือในส่วนของมาตรา 7 ที่ระบุว่า “มหาวิทยาลัยมุ่งหวังให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยมีคุณธรรมกำกับความรู้ เพียบพร้อม ด้วยสติปัญญาและจริยธรรม ใฝ่รู้ กอปรด้วยวิจารณญาณ จิตใจเสียสละ และความสํานึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม” และมาตรา 8 (2) ระบุว่า “ความมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความเป็นเลิศทางวิชาการและเสรีภาพทางวิชาการ” ดังนั้น มหาวิทยาลัยไม่ได้มีหน้าที่ให้ความรู้เพียงอย่างเดียว จะต้องมีคุณธรรมไปกำกับด้วย

ด้านนายประสาร กล่าวว่า จากการที่ตนพยายามเข้าใจคนรุ่นใหม่ ถ้ามองในแง่ดี พวกเขาต้องการความยุติธรรม ต้องการความเสมอภาค อยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กล้าที่จะออกมาบนถนน กล้าที่จะติดคุก แต่เขาควรจะทบทวนตัวเองด้วยว่า การใช้เสรีภาพอย่างไร้ขอบเขตนั้น ทำให้เขาถูกจองจำ ทำให้เขาสิ้นอิสรภาพ

ฝากแง่คิดสามข้อ ข้อ 1 สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นราชประชาสมาสัย คือพึ่งพาซึ่งกันและกัน ระหว่างพระเจ้าอยู่หัวกับประชาชน เพราะฉะนั้นความตั้งใจของใครก็ตามที่จะเป็นอริกับสถาบันฯ เป็นความตั้งใจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ข้อ 2 การเคลื่อนไหวที่รุนแรงและไปไกลสุดกู่ถึงขั้นปฏิวัติ สิ่งนั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นไทย ข้อ 3 ทุกการเคลื่อนไหวย่อมปรารถนาที่จะต้องการแนวร่วม แต่ตนมองไม่เห็นว่าใครจะมาเข้าร่วม ถ้าหากใช้ถ้อยคำที่หยาบคายเช่นนี้ ใครจะเข้ามาเสี่ยงกับวุฒิภาวะที่ไม่มี” นายประสาร กล่าว

นอกจากนี้ ดร.เวทิน​ ยังระบุด้วยว่า ตนมองเห็นข้อดีของเยาวชนในรุ่นนี้ ว่ามีการตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น ไม่เหมือนในสมัยที่ตัวเองยังเรียนอยู่ ที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองกัน

ตนมองว่าการเคลื่อนไหวของนายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ (อบจ.) อาจจะไม่น่าเป็นห่วงเท่ากรณีวิทยานิพนธ์ของนายณัฐพล ใจจริง ซึ่งดร.เวทิน​ ระบุว่า “เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของจุฬาฯ” ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ล้วนแล้วแต่มีผลสะเทือนกับจุฬาฯทั้งสิ้น