หนาวแน่! แฉขบวนการ “แอมเนสตี้” ชักใยม็อบ “ส.ว.สมชาย” ไล่บี้ท่อน้ำเลี้ยง เช็คบิลพรรคการเมือง รับเงินต่างชาติ!?

1083

หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่มีการล่ารายชื่อเพื่อขับไล่องค์การนิรโทษกรรมสากลประจำประเทศไทย (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย) ออกจากประเทศไทย

ว่าขณะนี้กำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีความผิดทางกฎหมายอะไรหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทยด้วย ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ทั้งนี้ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นแรงกดดันพอสมควร เพราะเป็นการให้ร้ายกับประเทศเรา ตนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับประเทศของเราอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเอ็นจีโอ ขณะนี้กำลังดำเนินการเรื่องกฎหมายอยู่ เพื่อให้เหมือนกับในต่างประเทศ อย่างการขึ้นทะเบียนควบคุม การแจ้งที่มาของแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้กฎหมายกำลังรอเข้าสภา ทุกอย่างต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะกฎหมายต้องมีการปรับปรุง เนื่องจาก ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ที่คลังกฎหมายยังมีอีกหลายพันฉบับที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันว่าจะอยู่อย่างไร

ต่อมาทางด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ได้แสดงความคิดเห็น ถึงประเด็นดังกล่าวว่า “ตนเองในฐานะประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เห็นด้วยให้ตรวจสอบ นายกฯมีอำนาจสั่งการได้อยู่แล้วว่า มีการจดทะเบียนดำเนินการถูกต้องหรือไม่ เพราะบทบาทของแอมเนสตี้ประเทศไทยถูกตั้งข้อสังเกตมีการชี้นำการชุมนุม สนับสนุนทางการเงินในการชุมนุมที่ใช้ความรุนแรงในประเทศไทยหรือไม่

เป็นเรื่องที่หน่วยข่าว และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ควรไปตรวจสอบองค์กรเหล่านี้ คงไม่ใช่แค่เฉพาะแอมเนสตี้ประเทศไทย แต่รวมถึงองค์กรอื่น ๆ ว่ามีการปฏิบัติเกินหน้าที่ขอบเขตของตัวเองหรือไม่ จะได้ทราบว่าเป็นเรื่องความผิดเฉพาะตัวบุคคลในองค์กร หรือเกี่ยวข้องกับทั้งองค์กร ถ้าเป็นเรื่องตัวบุคคลต้องแจ้งให้แอมเนสตี้สากลทราบ เพื่อเปลึ่ยนตัวบุคคล แต่ถ้าเป็นเรื่องทั้งองค์กรก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายฐานแทรกแซงประเทศอื่น

การที่นายกฯสั่งตรวจสอบแอมเนสตี้ประเทศไทยไม่ใช่การเล่นงานฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นการตรวจสอบกลุ่มทำร้ายประเทศไทยว่า มีบุคคลแฝงตัวเข้ามาทำลายความมั่นคงของประเทศหรือไม่ ทุกวันนี้ประเทศไทยมีเอ็นจีโอเป็นหมื่นคน ส่วนใหญ่ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นเอ็นจีโอดี อีก 3-5% แฝงเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์การเมือง บางส่วนเข้ามาสนับสนุนความรุนแรงในการชุมนุมหรือเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนแก้รัฐธรรมนูญให้เปลี่ยนแปลงการปกครองหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ถ้ามีเจตนาเข้าข่ายทำลายความมั่นคงประเทศคงไม่มีประเทศใดยอมได้

นอกจากนี้ควรตรวจสอบไปถึงพรรคการเมืองว่า มีพรรคใดรับเงินคนต่างชาติมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่ เข้าข่ายมีความผิดยุบพรรค ทั้งนี้ในการประชุมกมธ.สิทธิมนุษยชน วุฒิสภา โดยวันที่ 29 พ.ย.จะนำเรื่องการเคลื่อนไหวเกินขอบเขตของเอ็นจีโอมาหารือในกมธ. และเตรียมจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยข่าวกรอง ปปง. มาให้ข้อมูลว่าเคยมีการตรวจสอบติดตามการเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอเหล่านี้ที่มีความเชื่อมโยงกับการชุมนุมในประเทศไทยที่มีการใช้ความรุนแรง หรือเกี่ยวกับความมั่นคงประเทศหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้แจ้งต่อรัฐบาลต่อไป”