แอมเนสตี้ฯจุดจบไม่สวย! คนไทยลุกจัดการขั้นเด็ดขาด ประกาศต้องไร้ที่ยืน

1231

จากที่เสกสกล อัตถาวงศ์  หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ออกมาล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านชื่อ ขับไล่ “แอมเนสตี้ อินเตอร์ เนชั่นแนล” ออกจากประเทศไทย ต่อมา กลุ่มปกป้องสถาบัน 6 องค์กร ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์นั้น

โดยนายเสกสกล ได้ออกมารับมอบหนังสือจากตัวแทนของ 6 องค์กร พร้อมกับได้พูดคุยกับมวลชนที่มาร่วมขับไล่แอมเนสตี้ว่า ขณะนี้ได้มีการรวบรวมรายชื่อได้แล้วว่า 500,000 รายชื่อ และจะมีการสัญจรไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้มาร่วมลงชื่อ พร้อมกับกล่าวว่า ขอเดิมพันด้วยตำแหน่ง ถ้าหากผมไม่สามารถไล่แอมเนสตี้ออกจากประเทศไทยได้ ตนจะลาออกเอง เพื่อมาร่วมเคลื่อนไหวของพี่น้องประชาชน

ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ขับไล่  แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

“กำลังให้มีการดำเนินการ และให้ตรวจสอบทางกฏหมาย ดูอยู่ว่ามีความผิดอะไรหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย ที่มีการจดทะเบียนไว้หรือไม่อย่างไร ซึ่งถ้าผิดก็ต้องยกเลิก

ตนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว ในการที่จะมาให้ร้ายกับประเทศของเรา นอกจากนี้ในเรื่องของเอ็นจีโอ ก็กำลังดำเนินการทางกฎหมาย ในการที่จะทำให้เหมือนกับต่างประเทศ โดยจะต้องมีการขึ้นทะเบียนควบคุม แจ้งที่มาของแหล่งเงินต่างๆ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ล่าสุดวันนี้ 27 พฤศจิกาย2564  นายเสกสกล  ออกแถลงการณ์ถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ระบุว่า การที่องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ออกแคมเปญรณรงค์ชวนคนไทยและคนทั่วโลกบอกรัฐบาลไทยให้ยุติการดำเนินคดีต่อนักกิจกรรมผู้เป็นจำเลยในคดีอาญานั้น เป็นการส่งเสริมการละเมิดสิทธิภายใต้หน้ากากขององค์กรสิทธิมนุษยชน

“ในประเทศที่เป็นนิติรัฐทั้งหลาย บุคคลจะมีเสรีภาพทำได้ทุกอย่าง เว้นแต่สิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ สิ่งที่กฎหมายห้ามนั้นไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิ หากเป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคนในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการละเมิดทั้งกฎหมายและการละเมิดสิทธิของผู้อื่นมากมายโดยอ้างคำว่า เสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมในช่วงเวลาที่มีกฎหมายห้ามด้วยเหตุผลเพื่อการควบคุมโรคระบาด

การแสดงออกที่เป็นการละเมิดสถาบันหลักของชาติ และเกินเลยไปถึงการก่อความไม่สงบ ปาระเบิด ปาประทัด ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่เผาทรัพย์สินราชการก่อความเดือดร้อนรำคาญรบกวนความเป็นอยู่อันปกติสุขของชาวบ้านในเขตที่พักอาศัย โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาการกระทำเหล่านี้ได้รับการส่งเสริมให้ท้ายโดยองค์กรที่เรียกตัวเองว่าองค์กรสิทธิมนุษยชน

พฤติกรรมที่อ้างเสรีภาพมาละเมิดสิทธิผู้อื่นโดยไม่แยแสกฎหมายไม่อาจเรียกว่า ประชาธิปไตย แต่เป็น อนาธิปไตย การส่งเสริมการละเมิดกฎหมายและเรียกร้องให้ละเว้นการใช้กฎหมายไม่อาจเรียกว่าเป็นการ ปกป้องสิทธิ แต่เป็นการ ส่งเสริมการละเมิดสิทธิ

ผมขอยืนยันว่าองค์กรที่มีพฤติกรรมดังกล่าวไม่ควรมีที่อยู่ที่ยืนในสังคมประชาธิปไตย ถ้าไม่ยึดหลักกฎหมายไทย ยังออกมามีท่าทีเคลื่อนไหวทำลายความมั่นคงแห่งรัฐไทย คนไทยคงทนไม่ไหวอาจจะจัดการขั้นเด็ดขาด ถึงวันนั้นจะสายเกินเยียวยาและพบจุดจบที่ไม่สวยงามอย่างแน่นอน”