อดีตบิ๊กข่าวกรองฯเผยลึก เสด็จฯสนามหลวงช่วง6ตุลา และการปั่นหัวของคนพคท.

3653

จากที่ครบ44ปี 6 ตุลา 19 ได้มีการจัดกิจกรรมตามต่างๆ รวมทั้งงานเสวนา 6 ตุลาฯ มีการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวมากมายจากคนในหลายแวดวง และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในห้วงเวลาของเรื่องราวดังกล่าวนั้น

ล่าสุดวันนี้(7ต.ค.63) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงวันครบรอบ 44 ปี​ 6 ตุลา​ 19 ด้วยว่า

ประเทศไทย กับเดือนตุลาคม​ เหมือนมีอาถรรพ์​ มักมีเหตุสำคัญๆเกิดขึ้น​ พระมหากษัตริย์ อันเป็นที่รักยิ่งของชาวไทย​ สิ้นพระชนม์ในเดือนตุลาคมถึง​ 3 พระองค์​ คือในหลวง​ ร.4 ร. 5 และในหลวง​ ร.9

รวมทั้งเหตุการณ์​ 6 และ​ 14​ ตุลาคม

เหตุการณ์​ 6 ตุลา​ เป็นอุบัติเหตุทางการเมือง ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น​ ความตื่นตัวทางการเมือง​ เกิดยุทธการดอกไม้บานร้อยดอกเอกสารคอมมิวนิสต์ พิมพ์จำหน่ายอย่างโจ่งแจ้ง​ สังคมไทยแตกแยกเป็นสองขั้วชัดเจน​ ระหว่างซ้ายและขวา​

ห้วงเวลานั้น​ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในกลุ่มประเทศอินโดจีนคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ​ เกิดทฤษฎี​โดมิโน​ ที่เชื่อว่า​ ประเทศไทยจะพ่ายแพ้แก่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย​ สถาบันหลักต่างๆในประเทศทั้งสถาบันครอบครัว​ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ ต้องถูกล้มล้าง​ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนานใหญ่​

เกิดแรงผลักและแรงต้านในสังคม​ เมื่อขบวนการนักศึกษา ถูกจับตามองว่าเป็นฝ่ายซ้าย​ เนื่องจากชื่นชอบสังคมนิยม​ และจีนคอมมิวนิสต์​ กลุ่มนวพล​ กระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาจึงออกมาต้าน​

ในเหตุการณ์​ 6 ตุลา​ กองทัพไม่เป็นเอกภาพ​ การยึดอำนาจของคณะปฏิรูปนำโดยพลเรือเอกสงัด​ ชลอ​อยู่​ ผบ.สูงสุด​ และกำลังไม่กี่กองพัน

ในระหว่างที่ยังมีความวุ่นวายเกิดขึ้น

ในหลวงร. 10 ขณะที่ดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชได้เสด็จไปยังสนามหลวง​ และขอให้ประชาชนยุติความรุนแรงและกลับบ้านเรือน

คนที่อายุต่ำกว่า​ 50​ ปีจะไม่เข้าใจบริบททางการเมืองที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้น​ ( อาศัยการอ่านหนังสือที่เขียนขึ้นในยุคหลัง​ และแต่งเติม​ ใส่สีตามความคิดทางการเมืองของคนเขียน)​ ที่มีการยั่วยุ​ ท้าทาย​ เผชิญหน้าระหว่างคนสองฝ่ายภายในชาติ

ที่ถูกเสี้ยม​ ถูกปั่นหัว​จากคนของพรรคคอมมิวนิสต์​ จากสื่อวิทยุ​ ทีวี
รวมทั้งจากอิทธิพลต่างชาติ​ ให้คนไทยฆ่ากันเอง
อย่าให้ประวัติซ้ำรอย​ อย่าให้เหตุร้ายเกิดขึ้นอีก​ ไม่มีใครได้ประโยชน์จากเหตุร้ายและความรุนแรง​ นอกจากคนที่ชักใยอ​ยู่ข้างเวที

ที่มา : เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart