มติมหาเถรสมาคม ชี้ชัด เจ้าคุณเอื้อน ขาดจากความเป็นพระแล้ว!?!

9093

สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้มีมติชี้ชัดว่า อดีตพระพรหมดิลก “เจ้าคุณเอื้อน” กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ เพราะถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว

จากกรณีที่นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความนายเอื้อน กลิ่นสาลี อดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กล่าวถึงศาลพิพากษายกฟ้องว่า เนื่องจากเห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องกับการใช้เงินดังกล่าวเพื่อฟอกเงิน โดยงบดังกล่าว ทางวัดสามพระยา จัดให้มีการศึกษาในแผนกสามัญด้วย วัดสามพระยาจึงมีสิทธิรับงบประมาณนี้ ดังนั้น การใช้เงินใช้จ่ายในวัดสามพระยาไม่ได้เป็นการฟอกเงิน จึงยกฟ้องจำเลยทั้งสอง

สำหรับในส่วนของเรื่องสมณเพศของจำเลย นายอรรณพ กล่าวว่า ความจริงแล้วท่านทั้งสองก็ไม่ได้เปล่งวาจาสึก ยังรักษาดำรงพฤติการณ์เสมือนตอนเป็นพระอยู่ แต่ในทางกฎหมายอาจจะยังมีข้อโต้แย้ง ต้องทำความเข้าใจกัน ซึ่งจริงๆ แล้วท่านตั้งใจว่า หากศาลยกฟ้องจะเรียกร้องสิทธิในการแสดงออกด้วยการห่มเหลือง ต่อมา ภายหลังออกจากศาล อดีตพระพรหมดิลก และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ อดีตพระอรรถกิจโสภณ ได้กลับมายังวัดสามพระยา กลับครองจีวร สู่สมณเพศ มีการสวดมนต์บทสังฆปิติถวายในพระอุโบสถ พร้อมอ่านคำพิพากษายกฟ้องในพระอุโบสถต่อหน้าคณะสงฆ์ โดยพระทั้ง 2 รูป กลับมถือสมณเพศ โดยไม่ได้อุปสมบทใหม่ ซึ่งประเด็นนี้ถือว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากถึงการกระทำดังกล่าว

ล่าสุดทาง สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้มีมติชี้ชัดว่า อดีตพระพรหมดิลก “เจ้าคุณเอื้อน” กลับมาห่มผ้าเหลืองไม่ได้ เพราะถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว หากจะห่มจีวรก็ต้องกลับมาบวชใหม่โดยพระอุปัชฌาย์บวชให้ แต่หากไม่มีการบวชใหม่แล้วไปห่มจีวรก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ว่าด้วยการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

แต่อย่างไรก็ตาม อดีตพระพรหมดิลกก็ยังไม่สามารถเข้าบรรพชาอุปสมบทได้ เพราะต้องห้ามตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 (พ.ศ. 2536) ข้อ 14 เนื่องจากอดีตพระพรหมดิลกยังต้องคดีอยู่ และคดียังไม่ถึงที่สุด แม้ว่าคดีฟอกเงินในศาลอุทธรณ์ ศาลจะยกฟ้องก็ตาม แต่อัยการยังมีสิทธิ์ฎีกา ขณะที่คดีทุจริตก็ยังไม้พ้นระยะเวลารอลงอาญา

ที่สำคัญการรองลงอาญาแปลว่า มีความผิดและมีโทษ แต่เพียงโทษยังไม่ต้องรับทันทีเท่านั้น และที่ต้องไม่ลืมก็คือ คดีแพ่งที่ศาลสั่งริบทรัพย์ตกเป้นของแผ่นดิน แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุดแต่มีข้อพิจารณาว่า การได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบ เข้าข่ายปาราชิกหรือไม่ หากเข้าข่ายก็ไม่สามารถกลับมาบวชได้อีกเลย ซึ่งประเด็นดังกล่าวขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของฝ่ายสงฆ์