ยังไม่จบ!? “ก้าวไกล” แย้งศาลฯ เดินหน้าเต็มกำลัง แต่งงานได้ทุกเพศ สุดท้ายเจอ ปชช.สวนเจ็บ!

792

จากกรณีที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมด้วย นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แถลงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่กำหนดการสมรสเฉพาะชาย-หญิง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ใช่คำวินิจฉัยตัวเต็ม

ซึ่งจะมีการเขียนและอ่านอีกครั้งในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ พรรคก้าวไกลได้อ่านคำวินิจฉัยทั้งหมด และอยากจะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญได้นำไปสู่ทางตันของการแก้ไขปัญหาในบ้านเมืองนี้อีกครั้ง คำวินิจฉัยที่ออกมามีนัยยะ 3 ประการ คือ

1.การตีความว่าบทบัญญัติมาตรา 4 และ 5 ของรัฐธรรมนูญที่พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่หากใครจะเข้าถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างจำเพาะเจาะจง ถ้าไม่ได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ได้รับการคุ้มครอง

2.บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในมาตรา 27 เขียนหลักการรองรับความเสมอภาคระหว่างเพศก็จริง แต่มีวรรคหนึ่งระบุว่าชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และศาลไม่เห็นว่าวันนี้เพศไปไกลกว่าคำว่าชายและหญิง จึงเป็นเหตุที่นำมาสู่การตีความว่าบทบัญญัตินั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

และ 3.กรณีการคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐจะต้องไปตรากฎหมายหรืออกบทบัญญัติแห่งกฎหมายต่อ แน่นอนว่าสังคมอาจตั้งคำถามว่านั่นหมายถึงการบีบและปิดทางตันไม่ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้มีการยื่น ไม่ว่าในนามของพรรคก้าวไกลที่ได้ยื่นไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.2563 หรือภาคประชาชนที่กำลังจะมีการเข้าชื่อการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ทั้งนี้ ตนไม่อาจตอบแทนศาลรัฐธรรมนูญได้ว่าเจตจำนง วิธีคิด มุมมอง การเขียนคำวินิจฉัยที่จะออกมาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ขอยืนยันว่า ในทางตันที่เราเห็นนั้น พรรคก้าวไกลยังยืนหยัดและเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1448 และมาตราที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 69 มาตรา ตามที่เราได้ยื่นไปก่อนหน้านี้ เพราะเราเชื่อมั่นว่าอำนาจการออกกฎหมายเป็นของรัฐสภา อำนาจการออกกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนเป็นของประชาชน

ขณะที่ทางด้านนายธัญวัจน์ กล่าวว่า พรรคก้าวไกลยืนยันที่จะเดินหน้าเรื่องสมรสเท่าเทียมต่อไปผ่านกลไกรัฐสภา คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ (17 พฤศจิกายน) เป็นคนละประเด็นกัน คือ เป็นส่วนที่มีผู้ร้องขอคำวินิจฉัยต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ ส.ส. มีอำนาจและหน้าที่ที่จะออกกฎหมายใหม่อยู่แล้ว ร่างแก้ไขกฎหมายสมรสเท่าเทียมของพรรคก้าวไกลนั้น ขณะนี้ผ่านการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีคนเข้ามาให้ความคิดเห็นมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย จำนวน 54,443 คน โดยตอนนี้บรรจุอยู่ในวาระการประชุมเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หลักการสำคัญของพรรคก้าวไกลคือยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครจะพรากจากเราไปไม่ได้ สิทธิในการก่อตั้งครอบครัวคือสิทธิขั้นพื้นฐาน และนี่คือสิ่งที่พรรคก้าวไกลจะต่อสู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

“วันนี้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม 30 ประเทศทั่วโลก โลกกำลังเปลี่ยนไป กำลังโอบรับความหลากหลาย ตนรู้ว่าทางเดินอีกยาวไกล แต่หน้าที่ของ ส.ส. คือต้องทำให้ความฝันนี้เกิดขึ้นจริง เพราะเรามีมันอยู่แล้วแต่มีคนพรากมันไปจากเราด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ขอเชิญชวนทุกพรรคที่เชื่อในความเท่าเทียม เชื่อในความหลากหลาย ร่วมสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สมรสเท่าเทียม ที่จะเข้าสู่การประชุมของสภาฯ”

อย่างไรก็ตามได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ถึงการยื่นแก้กฎหมายการสมรสเท่าเทียม ว่าพรรคก้าวไกล ทำไมถึงไม่สนใจเรื่องปากท้องประชาชนบ้าง งานบ้าน งานเมืองมีเยอะแยะ ไม่คิดจะทำให้มันเจริญรุดหน้าเท่าประเทศอื่น ๆ คิด อะไรก็ไม่รู้.. ขณะที่นายวิโรจน์ ส.ส. ก้าวไกล ก็ได้แสดงความคิดเห็นในทวิตเตอร์ว่า #สมรสเท่าเทียม ไม่ได้เป็นเรื่องของ LGBTQ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกๆ คน ชายและหญิง ก็ยังรักกันได้เหมือนเดิม ไม่ได้ถูกรอนสิทธิแต่อย่างใด มันจะดีแค่ไหนกัน ที่นอกจากเราจะมีความสุขกับรักของเรา และยังรู้สึกยินดีที่ได้เห็นคนอื่นในสังคม มีความสุขกับความรักของพวกเขาด้วย จนมีคอมเม้นต์เข้ามาย้อนถามนายวิโรจน์ว่า โหนทุกเรื่อง แต่ไม่เคยทำสำเร็จสักเรื่อง