บ.ที่ปรึกษามะกันฟันธง!! จีนมั่งคั่งแซงหน้าสหรัฐ ปี’63 มูลค่า 120 ล้านล้าน$

695

สายลมแห่งความมั่งคั่งกำลังเคลื่อนจากตะวันตกไปสู่ตะวันออก จีนได้ถือกำเนิดขึ้นจากประเทศเกษตรกรรมที่ยากจน กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมซึ่งมีจีดีพีใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีประชากรมากที่สุด และตลาดผู้บริโภคที่เติบโตเร็วที่สุด เป็นประเทศการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองทั้งการส่งออกและนำเข้าทั่วโลกตามลำดับ โดยรายได้ต่อหัว ซึ่งเป็นประเทศที่มีฐานะปานกลางในปัจจุบัน โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อคนประมาณ 10,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 343,000 บาท แม้ยังคงตามหลังโลกที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรปบางประเทศ แต่ก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของการพัฒนาที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง 

วันที่ 15 พ.ย.2564 สำนักข่าวบลูมเบิร์กและรัสเซียทูเดย์ รายงานว่า บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนชื่อดัง แมคคินเซย์แอนด์คอมพานี (McKinsey & Co)รายงานว่าจีนแซงหน้าสหรัฐฯไปแล้ว ขึ้นเป็นประเทศที่รวบรวมมูลค่าสุทธิสูงสุดไว้ได้ในขณะที่ความมั่งคั่งทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

ความมั่งคั่งของจีนพุ่งสูงขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทที่ปรึกษาให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์บลูมเบิร์ก (Bloomberg) โดยอธิบายว่ามูลค่าสุทธิของจีนเพิ่มขึ้น 17 เท่าจาก 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2543 เป็น 120 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563

มูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศจีน คิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าสุทธิทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลานั้น ในปี 2543 จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก ซึ่งเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

แมคคินเซย์ฯ ระบุว่าสหรัฐฯ มีความมั่งคั่งเป็นสองเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน แต่วอชิงตันต้องหลีกทางให้ปักกิ่งในรายชื่อ 10 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด เนื่องจากมูลค่าสุทธิของสหรัฐอยู่ที่ 90 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เท่านั้น 

ในทั้งสองประเทศ มากกว่าสองในสามของความมั่งคั่งที่สะสมอยู่ในกระเป๋าของคนรวยที่สุด 10% ของครัวเรือน รายงานกล่าวเสริมว่า ส่วนแบ่งนี้เพิ่มขึ้นจาก

ความมั่งคั่งทั่วโลกโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 514 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2563 เพิ่มขึ้นจาก 156 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2543

ความมั่งคั่งประมาณ 68% ถูกเก็บไว้ในมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ และเสริมว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วนั้นเหนือกว่าการเพิ่มขึ้นของ GDP โลกในช่วงเวลาเดียวกัน ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เป็นผลมาจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น บริษัทฯ เตือนว่ามูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นอาจไม่ยั่งยืนเมื่อเกิดวิกฤตโรคระบาด 

ราคาที่สูงอาจทำให้หลายคนไม่สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยได้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่วิกฤตการเงินครั้งใหม่คล้ายกับปี 2008 ซึ่งเกิดจากฟองสบู่ที่อยู่อาศัยของสหรัฐฯ คราวนี้ก็อาจส่งผลกระทบต่อจีนได้เช่นกันเนื่องจากหนี้ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การล่มสลายของราคาสินทรัพย์อาจทำให้ความมั่งคั่งทั่วโลกหายไปได้มากถึงหนึ่งในสาม แต่สถานการณ์ปัจจุบันได้คลี่คลายลงเมื่อ บริษัทยักษ์ใหญ่ Evergrand ของจีนชะระหนี้ได้ตามเวลา

นักการเมืองและสื่อของตะวันตกชอบพากันเร่ขายความคิดที่ว่าจีนภายใต้การนำของปธน.สี จิ้นผิง นั้นต่อต้านธุรกิจ เศรษฐกิจจีนชะลอตัวและกำลังเผชิญกับวิกฤต แต่ให้สังเกตุนักลงทุนทั้งหลายยังพากันหลั่งไหลเข้าลงทุนในจีน แล้วนั่นคือความจริงที่ตัวเลขไม่โกหก

แม้ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การพูดคุยถึงสงครามที่อาจเกิดขึ้น และภาพที่เลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สื่อวาดภาพเศรษฐกิจของจีน แต่เศรษฐกิจของจีนยังเป็นอันดับที่ 2 ติดต่อกันทุกปี  จีนเป็นประเทศผู้รับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงที่สุดในโลก สถิตินี้รายงานโดยสำนักข่าวโกลบัลไทมส์ (Global Times) ซึ่งระบุว่า FDI ในประเทศจีนสำหรับปี 2564 มีมูลค่า 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สถิติที่มีความน่าเชื่อถือนี้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และมากกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปรากฏว่าความสำเร็จของจีนในปี 2020 นั้นลดลง เนื่องจากมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดาที่เศรษฐกิจจีนได้รับผลจากโควิด-19 ระบาดหนัก ในขณะที่สหรัฐฯเริ่มฟื้นตัว กระนั้น วอชิงตันก็ยังแซงจีนไม่ได้

สื่อกระแสหลักตะวันตกรายงานภาพร้ายต่อเนื่อง ก็ดูเหมือนยากที่จะเชื่อเกี่ยวกับเศรษฐกิจของจีนว่ายังแข็งแกร่ง และมองว่าจีนไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศอีกต่อไป แต่ความเป็นจริงสื่อตะวันตกเต็มไปด้วยอคติทางอุดมการณ์และภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการยืนยันว่าจีนจะล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในทางกลับกัน สถิติความมั่งคั่งโดยรวมทั้งในตลาดหลักทรัพย์และภาคเศรษฐกิจจริงดังกล่าว สะท้อนความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

แม้เป็นสถานการณ์ที่ไม่สบายใจสำหรับวอชิงตัน แต่ในฐานะที่เป็นตลาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จีนจะกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและเงินทุนที่ใหญ่กว่าสหรัฐอเมริกาอย่างมีเหตุผล นักลงทุนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับสิ่งนี้ และสิ่งนี้อธิบายสาเหตุที่สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อการผงาดของจีน และมุ่งมั่นที่จะพยายามขัดขวางแต่ไร้ผล ในหลายๆ แง่มุม สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศนำในอันดับแรกอยู่ เนื่องจากไม่เคยมีคู่แข่งที่จริงจังมาเป็นเวลานาน แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงไป  และเมื่อพิจารณาถึงขนาดตลาดและศักยภาพในการเติบโตของจีน มูลค่าทางเศรษฐกิจของสหรัฐมีขนาดเล็กกว่าจีนซึ่งปัจจุบันก็ยังพัฒนาไม่ถึงจุดสูงสุดนั่นหมายถึง โลกยังไม่เห็นจีนที่เติบใหญ่สมบูรณ์เต็มศักยภาพนั่นเอง