อิสานมั่งคั่ง!!เปิดขุมทองขนส่งทางราง เชื่อมจีน-ลาว-ไทย ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค

473

รถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีด ลาว-จีน ของสปป.ลาวจะเปิดเดินรถอวดสายตาชาวโลก ในวันชาติลาว วันที่2ธันวาคม 2564  และพร้อมเชื่อมโยงการเดินทางขนส่งสินค้า เข้ากับเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ไทย-จีน  ของประเทศไทย เมื่อการก่อสร้างทั้งสองเฟสแล้วเสร็จ  ระหว่างนี้ ได้ไทยได้จัดเตรียมอย่างไรบ้างเพื่อเพิ่มช่องทางการค้าข้ามแดน ,การเชื่อมโยงการเดินทางท่องเที่ยว ระหว่าง 3มิตรประเทศ จีน-ไทยและสปป.ลาว ที่กำลังจะเกิดขึ้นช่วงปลายปีนี้ทั้งหน่วยงานรัฐบาลและภาคเอกชน มาติดตามดูกันว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจแดนอิสานอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งด้วยการค้าและการท่องเที่ยวอย่างไร

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรมศุลกากร คณะผู้บริหารการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารกรมศุลกากร ได้ร่วมประชุมวางแผนงานและบูรณาการแผนงานของทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าจีน – ลาว – ไทย จากรถไฟจีน – ลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (หนองคาย-เวียงจันทน์) เชื่อม2ประเทศ เมื่อเร็วๆนี้

การเปิดให้บริการขบวนรถไฟขนส่งสินค้าข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ถือเป็นความสำเร็จในการเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระบบรางของทั้ง 2 ประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศในการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตลอดจนรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าข้ามแดนระหว่างไทย-ลาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภายหลังการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูง สปป.ลาว-จีน ช่วงเดือนธันวาคมนี้

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

การรถไฟฯ ได้ประชุมและลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมกับอธิบดีกรมศุลกากรในการรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางเชื่อมระหว่าง จีน – ลาว ซึ่งจะเริ่มให้บริการในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 นี้ และได้ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องของจังหวัดหนองคายประกอบด้วย นายด่านศุลกากรหนองคาย

แขวงทางหลวงหนองคาย กองบังคับการตำรวจภูธรหนองคาย และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ในการทดลองขบวนรถไฟขนส่งสินค้าความยาว 25 แคร่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดนทางรถไฟ ช่วงหนองคาย-ท่านาแล้ง โดยในปี 2564-2565 มีการเพิ่มขบวนรถไฟขนส่งสินค้าจากเดิมวันละ 4 ขบวน (ไป – กลับ) เป็น 10 ขบวนไป-กลับ พ่วงขบวนละ 25 แคร่ 

ช่วงในปี 2566-2568 จะปรับเพิ่มขบวนรถขนส่งสินค้าเป็นวันละ 16 ขบวน (ไป – กลับ) พ่วงขบวนละ 25 แคร่ และตั้งปี 2569 เป็นต้นไป จะเพิ่มขบวนรถเป็น 24 ขบวน (ไป – กลับ) พ่วงขบวนละ 25 แคร่ ซึ่งไม่รวมขบวนรถโดยสารระหว่างประเทศที่เดิมปกติมีให้บริการวันละ 4 ขบวน (ไป – กลับ)

“การเปิดให้บริการขบวนรถไฟขนส่งสินค้าผ่านแดนระหว่างไทย – ลาว จากสถานีหนองคายถึงลานตู้สินค้า ท่านาแล้ง สปป.ลาว จะเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกต่อการพัฒนาระบบขนส่งโลจิสติกส์ของทั้ง 2 ประเทศ”

นายนิรุฒกล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฯ ยังมีแผนงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการพัฒนาพื้นที่ย่านสถานีหนองคาย และพื้นที่ CY หรือศูนย์รวบรวมและเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรถไฟนาทาเพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางรางในพื้นที่ ให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าทางรถไฟ จากท่าเรือแหลมฉบัง มายังสถานีหนองคายและต่อขยายถึงที่ลานตู้สินค้า ที่ท่านาแล้ง สปป.ลาว ได้โดยตรง เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้ แผนพัฒนาย่านสถานีหนองคาย จะมีการพัฒนาพื้นที่สถานีทั้งหมด 80 ไร่ รองรับการขนส่งผ่านสะพานเดิม  และการเปลี่ยนถ่ายจากถนนสู่ระบบรางเชื่อมโยงภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมศักยภาพระบบขนส่งในภูมิภาค สร้างงานสร้างอาชีพ ก่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสนับสนุนให้ไทย เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคตามนโยบายรัฐบาล

ด้านภาคเอกชนมีความตื่นตัวสูง ชี้เป็นโอกาสปลุกเศรษฐกิจอีสาน ขอรัฐบาลเพิ่มสิทธิพิเศษนิคมอุดรฯ เพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเเศษอุบล-เลยด้วย เพิ่มขบวนรถไฟพิเศษอุดร-เวียงจันทน์ รับคลื่นการค้า-ท่องเที่ยวถึงจีนตอนใต้

นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยถึงข่าวของทางการสปป.ลาว ประกาศจะเปิดใช้โครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว 2 ธันวาคม 22564 นี้ เพื่อร่วมฉลองวันชาติลาว ว่า มองได้ 2 มิติ คือ ด้านที่เป็นประโยชน์กับภาคอีสานและไทย คือ จะเกิดการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระบบโลจิส ติกส์ให้เชื่อมโยงกับจีน ตามนโยบาย “มอง ลงใต้-Look South” ของจีนมากขึ้น ด้านที่เป็นผลกระทบคือ จีนเป็นประเทศใหญ่มีประชากรมากและกำลังเจริญอย่างก้าวกระโดด จึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

ภาคอีสานโดยเฉพาะอุดรธานี ซึ่งถูกวางเป็นฮับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และจะเป็นสถานีแรกของรถไฟไฮสปีดจีน-ลาว-ไทย ในพื้นที่ประเทศไทย จึงต้องเตรียมรับกระแสต่าง ๆ โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง การขนส่งสินค้า ที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อให้ท้องถิ่นได้รับผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้โครงการนี้จะยังเปิดใช้ในส่วนของจีน-ลาวถึงแค่เวียงจันทน์ก่อน  แต่ผลจะทะลักข้ามน้ำโขงมาถึงอุดรฯและภาคอีสานแน่ 

นายสวาทกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ภาคเอกชนในพื้นที่และของอุดรธานี ได้เรียกร้องผลักดันสู่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หรือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขอรับการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมของทุกภาคส่วน ให้มีศักยภาพเพียงพอรับกระแสความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แต่เสียงตอบรับยังไม่ค่อยจริงจัง เกรงจะล่าช้าไม่ทันการ”  

เนื่องจากเมื่อมีทางรถไฟ ต้นทุนการขนส่งจะถูกลงและประหยัดเวลา การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันจะเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจในพื้นที่จะเคลื่อนไหวขยายตัวเกิดประโยชน์มากมาย ประการสำคัญคือการสร้างความพร้อมด้านต่างๆ ที่ภาครัฐต้องเป็นผู้นำ และเอกชนร่วมพัฒนาอย่างแข็งขัน ทั้งด้านการผลิต แปรรูป บรรจุหีบห่อ การขนส่ง ให้พร้อมที่จีนจะขนกลับเป็นสินค้าสำเร็จรูปอย่างเพียงพอ ไม่ใช่ขายเป็นวัตถุดิบ แล้วปล่อยให้จีนส่งสินค้ามาขายเราฝ่ายเดียว ซึ่งยังพอมีเวลาแต่ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง

ข้อเสนอการเตรียมความพร้อมของภาคเอกชน นายสวาทกล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐผลักดันเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ในอีสานมีที่หนองคายและมุกดาหาร แต่ยังไม่มีผู้เข้าลงทุน ล่าสุดพื้นที่อุดรธานีและนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี (นิคมกรีนอุดรฯ) ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย แต่ก็ยังมีเงื่อนไขที่ไม่คล่องตัวพอจะจูงใจแก่นักลงทุน ควรทบทวนข้อเสนอสิทธิพิเศษการลงทุนที่ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติสนใจลงทุนในประเทศมากขึ้น

นอกจากนี้ควรขยายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่ม ในจังหวัดที่มีสะพานข้ามแม่น้ำโขง เช่น ที่จังหวัดบึงกาฬ ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดแล้วเสร็จปี 2566 หรือพื้นที่มีโครงการที่จะก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงในอนาคต เช่น อุบลราชธานี จังหวัดเลย ที่อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมสะพานข้ามโขงแห่งที่ 6 และ 7 ตามลำดับ

สอดคล้องกัน นายวีระพงษ์เต็งรังสรรค์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า นักลงทุนจะตัดสินใจลงทุนที่ใด ต้องเปรียบเทียบแล้วว่า พื้นที่ใดให้สิทธิประโยชน์ดีกว่ากัน เพื่อให้คุ้มค่าการลงทุน ที่ผ่านมาภาคเอกชนผลักดันให้โครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ให้เข้าไปอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนหนองคาย เพราะมีพื้นที่ติดต่อกันและให้มีสิทธิพิเศษการลงทุน และที่หนองคายเองไม่มีคนสนใจลงทุน ซึ่งทางภาครัฐสนใจน้อยมากและล่าช้า ล่าสุดสภาพัฒนาฯ เพิ่งบรรจุพื้นที่เขตจังหวัดอุดรธานี เข้าไปอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนหนองคาย แต่ก็มีเงื่อนไขกับการลงทุนของนักธุรกิจลงทุน ที่ยังทำให้มีปัญหากับนักลงทุนอยู่อีกหลายประเด็นที่ขาดแรงจูงใจ