“ปิยบุตร” กลับลำ ไม่ยกเลิก 112 แล้ว แต่ข้อแก้ “โบว์” ฟาดเจ็บอีกรอบ หยุดปลุกปั่นให้ท้ายเด็กทำผิดซะที!

1534

หลังจากที่ทางด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ได้เปิดเผยความคิดเห็นส่วนตัว หัวข้อเรื่อง “เลิก – แก้ – ไม่แตะ 112” ผ่านช่อง Youtube Jomquan

โดยมีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เป็นผู้ร่วมดีเบต โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงแก้ไขยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ควรทำทั้งสิ้น เพราะหากยกเลิกไป มีแนวโน้มทำให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายมากขึ้น หากเดินหน้ายกเลิกหรือแก้ไข จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ม็อบชนม็อบมีโอกาสสูงมาก และอาจารย์ปิยบุตรไม่เคยโดน 112 แต่ลูกศิษย์อาจารย์ น้อง ๆ นักศึกษาโดนอยู่นะ ต้องช่วยเขาด้วย คนที่ผิดเต็ม ๆ ก็ต้องโดนกันไปตามกฎหมาย

แต่กรณีที่ศาลเคยวางแนวทางไว้แล้ว ว่าไม่ฟ้อง ก็น่าจะต้องมาดูกันว่าสั่งไม่ฟ้องได้ในชั้นตำรวจอัยการ ซึ่งหากมีคณะกรรมการกลั่นกรอง คดีมันจบเร็วขึ้น วิธีการนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่หากยังดันให้แก้ไขยกเลิก ม.112 หักด้ามพร้าด้วยเข่า คงเป็นไปได้ยาก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง จึงอยากให้คิดแบบหาทางออกให้ได้ นี่คือจุดยืนของผม”

และล่าสุดนายปิยบุตร แสงกนกกุล ได้เคลื่อนไหวโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ต้องยอมรับความจริงเยาวชนมองสถาบันฯ ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน – ยิ่งฟ้องยิ่งแรง – ยกเลิก 112 ปลดล็อกพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสันติ และได้ร่ายยาวชี้แจง ถึงบทลงโทษของประเทศต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร และอยากให้ไทยมีการปรับเปลี่ยน หลากหลายประเทศที่ยังคงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้อยู่ จะต้องมีวิธีการอะไรบางอย่าง หลากหลายประเทศยังคงความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์เอาไว้อยู่ แต่โทษน้อยกว่าเรามาก เช่น เดนมาร์ก เบลเยียม สเปน เนเธอร์แลนด์ 4 ประเทศนี้ยังมีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์อยู่ แต่โทษน้อยกว่า เดนมาร์กบอกให้ใช้เหมือนหมิ่นประมาทคนธรรมดา และถ้าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จะเป็นเหตุเพิ่มโทษ จำคุกไม่เกิน 8 เดือน

พร้อมทิ้งท้ายว่า เพราะฉะนั้นมันบังคับกันไม่ได้ และก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ในแผ่นดินนี้ จึงเหลืออยู่ทางเดียวคือเปิดให้มีเสรีภาพในการแสดงออก แล้วอดทนอดกลั้นซึ่งกันและกันต่อความเห็นที่แตกต่าง

นอกจากนี้นายปิยบุตร ได้กล่าวโต้กลับไปทางนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขาธิการพรรคกล้า ในการพูดคุยเรื่องมาตรา 112 ระบุด้วยว่า “ผมเชื่อว่าการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคนี้ ในปี 2564 ซึ่งอยู่กับกระแสโลกแบบนี้ด้วย ใช้ 112 แบบนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องปรับปรุง 112 และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นแบบญี่ปุ่น อังกฤษ ผมเข้าใจดีว่าคนรุ่นผม คนรุ่นก่อนผม มีทัศนคติที่มองสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เหมือนกับคนรุ่นนี้ที่กำลังเกิดขึ้นโตขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจะทำอย่างไร เพราะเราทุกคนต้องอยู่ในสังคมด้วยกัน”

ขณะที่ทางด้านน.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ “โบว์” นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความเห็นต่างในประเด็นที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ชี้แจงแนวคิดการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 และเสนอให้คดีหมิ่นประมาททั้งหมดเปลี่ยนจากคดีอาญาเป็นคดีแพ่ง เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ซึ่งโพสต์ของ “โบว์ ณัฏฐา” มีรายละเอียดดังนี้ “เวลาใครบอกว่าอยากให้การหมิ่นประมาทเป็นแค่โทษทางแพ่งเพื่อส่งเสริม free speech และให้สังคมรู้จักอดทนอดกลั้น นี่คือคุณกำลังบอกว่าให้คนถูกละเมิดอดทนต่อการกระทำของผู้ละเมิดนะคะ”

“เราไม่ได้ต้องไปสั่งสอนใครว่าให้พูดจาหรือทำตัวอย่างไร แค่ไม่คอยปลุกปั่นความเกลียดชังหรือให้ท้ายเวลาเขาทำผิดก็พอ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติ ทุกคนก็เห็นกันอยู่ว่าใครมีบทบาทอย่างไรด้วยวิธีไหนบ้างก่อนจะมาถึงวันนี้ การให้พระมหากษัตริย์ฟ้องเองไม่ควรอยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าท่านรู้สึกอย่างไรแล้วโยนให้ท่านตัดสินใจ เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้ปกป้องตัวบุคคล แต่ปกป้องตำแหน่งประมุข จึงเป็นเรื่องของรัฐ ของประเทศ ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล ทางแก้ปัญหาคือให้มีองค์กรทำหน้าที่ สุดท้ายก็แล้วแต่เสียงส่วนใหญ่ในสภา

การฟ้องคดีแพ่งต้องคนมีเงินเท่านั้นถึงจะมีปัญญา รู้หรือไม่ว่าต้องมีเงินวางศาลในจำนวนที่เป็นสัดส่วนกับค่าเสียหายที่ต้องการเรียกตอนฟ้องด้วย ไหนจะเงินค่าจ้างทนายอีก กว่าคดีจะจบต้องเหนื่อยยากขนาดไหน คนเราอยู่ดีๆ ต้องมีภาระขนาดนี้เพราะคนที่จงใจใช้ปากทำลายคนอื่นเพื่ออะไร เราควรปกป้องใคร? เสรีภาพในการแสดงออกเพื่อละเมิดผู้อื่น ไม่มีนะคะ การที่มีกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ได้เป็นปัญหากับเสรีภาพในการแสดงออกของสุจริตชน แต่เป็นไปเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ถูกละเมิด และมีบทยกเว้นความผิดในกรณีที่เป็นประโยชน์สาธารณะด้วย”