สหรัฐวุ่นวิกฤตผู้นำ?!? พันธมิตรทรัมป์-G7โยนหินฯ ชูอีวังการับโอนอำนาจ ขณะเปโลซีแห่งเดโมแครตทวงต้องปธ.สภาคองเกรสจึงชอบธรรม

590

กระเหี้ยนกระหือรือในอำนาจ-พันธมิตรทรัมป์กลุ่ม G7 วิตกกังวลหรือแม้แต่พรรคการเมืองทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน ต่างไม่แน่ใจทรัมป์ป่วยจริงหรือเป็นเกมส์การเมืองก่อนเลือกตั้ง แต่G7 แบะท่าพร้อมสนับสนุนอีวังกา ทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่งถ้าทรัมป์ถ่ายโอนอำนาจให้ ขณะที่แนนซี เปโลซี ประธานคองเกรสเชื่อว่าตนเหมาะสมถ้าทรัมป์ป่วยจริง รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ก็ติดโควิดด้วย ศูนย์อำนาจของรัฐตะวันตก-สหรัฐและพันธมิตร ไม่สนใจชีวิตคนมากไปกว่าอำนาจและผลประโยชน์ของตน ไม่มีใครวิตกกับชีวิตของทรัมป์ หรือชีวิตของคนอเมริกันที่เผชิญการระบาดโควิดอย่างหนักหนาสาหัสเลยแม้แต่น้อย

วุ่นวนอลหม่านศูนย์อำนาจสหรัฐฯ ด้วยประวัติความไม่ซื่อตรงของทำเนียบขาวทำให้ยาก ที่หลายฝ่ายฟากการเมืองจะเชื่อว่าการติดไวรัสโควิด-19 ของปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เป็นความจริง หรือเป็นเกมส์การเมือง เพื่อรับมือกระแสกดดันทั่วด้าน ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ แต่พันธมิตรผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างผู้บริหารกลุ่ม G7 ต่างคาดเดาว่าปธน.ทรัมป์อาจถ่ายโอนอำนาจให้อีวังกาบุตรสาว ถ้าเขาป่วยหนักหรือเสียชีวิตลง ขณะที่นางเปโลซี ประธานสภาคองเกรสแห่งพรรคเดโมแครต รีบเผยแพร่ข้อมูลระดับตำแหน่งผู้รับช่วงว่า ตนเองนั้นเหมาะสมตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ เพราะรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ติดโควิด ศูนย์อำนาจรัฐแห่งสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจนต่อชาวอเมริกันและชาวโลกว่า ระหว่างชีวิตและสุขภาพไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐ หรือประชาชนสามัญที่เป็นเหยื่อไวรัสโควิด ล้วนไม่สำคัญเท่ากับอำนาจที่ต่างปรารถนาครอบครอง

สูญญากาศการนำ-เพราะโควิดหรือเพราะการเมือง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์พักอยู่ศูนย์การแพทย์ทหาร วอลเตอร์รีดเป็นคืนที่สอง แต่ทำเนียบขาวกลับนิ่งเฉยกับมหาวิกฤตการนำของประธานาธิบดีอีกไม่ถึง 30 วันก็จะต้องเลือกตั้งแล้ว

ในวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค.2563) ที่ปีกตะวันตกของทำเนียบขาววุ่นวายกันหนักเพราะอาการของปธน.ทรัมป์ นายแพทย์ชอน คอนเลย์ แจงกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบว่า ปธน.ทรัมป์ติดเชื้อป่วยโควิด-19 เมื่อคืนวันพุธ(30 ก.ย.2563) ที่จริงรู้สึกมีอาการไม่ค่อยปกติตั้งแต่วันอังคาร (29 ก.ย.2563) และไปดีเบตแรกกับคู่แข่ง โจ ไบเดนแห่งพรรคเดโมแครตในวันนั้น ต่อมาเดินทางไม่งานหาทุนที่เบดมินสเตอร์กอล์ฟคลับ

 

แต่ทำเนียบขาวแถลงว่าคอนเลย์พลาดแต่ก็ไม่ได้แก้ข่าวแต่อย่างใด ทั้งไม่แจงลำดับเหตุการณ์ที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ในกรณีที่ปธน.ทรัมป์พยายามปิดบังการเจ็บป่วยที่ของเขาต่อสาธารณชน  แหล่งข่าวสามคนต่างพูดตรงกันว่าปธน.ทรัมป์ต่อรองกับแพทย์ประจำตัวเมื่อวันศุกร์หลังจากที่แพทย์ขอให้ทรัมป์ไปตรวจและรักษาที่วอลเตอร์รีด “เขาไม่ต้องการไปโรงพยาบาลก่อนเลือกตั้งเพียง 1 เดือน” สมาชิกพรรครีพับลิกันผู้อยู่ใกล้ชิดปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว

แหล่งข่าวอีกสองคนกล่าวว่าคณะแพทย์ประจำตัวปธน.ทรัมป์ให้ทางเลือกสองอย่าง จะไปโรงพยาบาลดีๆขณะที่ยังเดินได้ และยังได้ทำงาน หรือจะให้คณะแพทย์จับทรัมป์ใส่เก้าอี้รถเข็น หรือเตียงฉุกเฉินตอนอาการเพียบแล้ว  “พวกเขาบอกปธน.ทรัมป์ว่า ท่านต้องไปเดี๋ยวนี้หรือ จะให้พวกเราพาท่านไปทีหลังตอนที่ไม่มีทางแก้ไขแล้ว”  แหล่งข่าวบอกอีกว่า ปธน.ทรัมป์รอเวลาจนตลาดหุ้นปิดก่อนตอนเย็นวันศุกร์จึงยอมไป

ตลอดหลายเดือนที่ปธน.ทรัมป์ปฏิเสธอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อโดนเข้ากับตัวเองถึงได้แสดงความกลัวขี้นมา  ในตอนวันศุกร์ ทรัมป์มีอาการเครียดและอ่อนล้าเมื่ออุณภูมิในร่างกายสูง 103 องศาฟาเรนไฮ และต้องให้ออกซิเจนที่ทำเนียบขาว  แหล่งข่าวจากรีพับลิกันที่ประจำทำเนียบขาวเปิดเผย และกล่าวว่าทรัมป์เกิดหัวใจเต้นไม่ปกติตอนคืนวันศุกร์ (2 ต.ค.2563) น่าจะเป็นอาการข้างเคียงหลังได้รับสาร แอนตี้บอดี้จากแพทย์ เขามีความกังวลว่าตนเองจะรอดจากเชื้อโรคหรือไม่ “ผมจะต้องจากไปเหมือน สแตน เคราไหม?” ปธน.ทรัมป์ถามอ้างถึงเพื่อนผู้จากไป, นักพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเสียชีวิตเพราะโควิด-19 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เช้าวันเสาร์ (3 ต.ค.2563) ปธน.ทรัมป์รู้สึกดีขึ้น แต่หลายฝ่ายยังไม่เชื่ออย่างเต็มที่เพราะประวัติชอบพูดเท็จของทำเนียบขาว เช่นผู้บริหารของเจ้าหน้าที่พรรค, Mark Meadows บอกกับพรรคเดโมแครตว่าอีก 2-3 วันจะวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบโควิดระบาด “ถ้าทรัมป์สามารถออกจากโรงพยาบาลภายในวันอังคารที่จะถึงนี้ แล้วเขาก็จะต้องรับผลที่เลวร้ายที่สุด แต่ถ้าเขายังคงอยู่ในโรงพยาบาลในวันอังคาร เรื่องเลวร้ายที่สุดกำลังจะมาเยือน”

ในโลกของทรัมป์ อาการป่วยของเขาสร้างหนทางหลีกเลี่ยงหนทางอันสิ้นหวังเกี่ยวกับสถาการณ์การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ของตัวเขา “พวกเขารู้ดีว่ามันเกินควบคุมแล้ว”  ชาวรีพับลิกันที่ทำรณรงค์เลือกตั้งของพรรคกล่าว “นี่เป็นวงรอบที่เกินควบคุม” อดีตผู้ปฏิบัติงานกล่าว กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์บางพวกยินดีกับทฤษฎีสมคบคิดว่า ปัญหาวิกฤตทำเนียบขาวเป็นเพราะใครบางคนที่มีเจตจำนงค์ทางการเมือง “มันแย่ที่สุดที่คนรีพับลิกันต่างก็เชื่อแบบนี้” สมาชิกคนสำคีญในรีพับลิกันแสดงความเห็น “ผมไม่รู่ว่าอะไรมันแย่ที่สุดกำลังเป็นไป แต่ผมมีบทเรียนว่า เวลามีบางอย่างเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง 30 วัน มันเกิดขึ้นเพราะการเลือกตั้งนั่นแหละ”

นอกทำเนียบขาว กลุ่มผู้บริหาร G7 ถามที่ปรึกษาทำเนียบขาวว่าถ้าปธน.ทรัมป์จะถ่ายโอนอำนาจให้บุตรสาว อีแวงก้า ทรัมป์แทนไมค์ เพนซ์เล่า “ทรัมป์ก็แหกกฏ-ประเพณีแต่งตั้งประธานาธิบดีอีกนั่นแหละ แต่พวกเขามองว่า สำหรับทรัมป์อะไรก็เป็นไปได้” แหล่งข่าวกล่าวและสำหรับประเด็นนี้ ยังไม่มีคำตอบจากทำเนียบขาวแต่อย่างใด

ทรัมป์ป่วยจะเลื่อนเลือกตั้งหรือตั้งรักษาการแทน

ปธน.ทรัมป์ต้องกักตัวเป็นเวลา 10 วัน หลังจากผลตรวจออกมาว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เมื่อวันที่ 1 ต.ค. นั่นหมายความว่าเขาก็อาจจะยังไปร่วมการโต้วาทีครั้งต่อไปกับโจ ไบเดน วันที่ 15 ต.ค. ทัน แต่งานหาเสียงที่จะจัดที่ฟลอริดาวันศุกร์นี้ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย คำถามว่าอาจจะสามารถเลื่อนการเลือกตั้งไปได้ไหมเพราะการกักตัวทำให้เขาไม่สามารถออกไปหาเสียงได้ ตามกฎหมายแล้ว วันเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเกิดขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือน พ.ย. ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ในปีนี้ แต่การเปลี่ยนวันเป็นอำนาจของสภานิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่ใช่ของประธานาธิบดี การลงมติดังกล่าวต้องใช้เสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและสภาคองเกรส ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เพราะพรรคเดโมแครตคุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอยู่

แม้ว่าจะเลื่อนวัน แต่รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ก็กำหนดให้วาระของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องไม่เกิน 4 ปี ซึ่งคือเที่ยงวันของวันที่ 20 ม.ค. ปีหน้า การเปลี่ยนกำหนดวันดังกล่าวต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ กำหนดไว้ว่า หากประธานาธิบดีป่วยเกินจะทำหน้าที่ไหว เขาสามารถให้รองประธานาธิบดี ซึ่งในกรณีนี้ก็คือไมค์ เพนซ์ เป็นรักษาการประธานาธิบดี และทรัมป์ก็สามารถกลับมารับตำแหน่งได้เมื่อหายดีแล้ว

หากทรัมป์ป่วยจนไม่สามารถจะสั่งโอนอำนาจตัวเองได้ รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรี สามารถประกาศว่าประธานาธิบดีไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ และเพนซ์ก็เริ่มทำหน้าที่แทนได้ สมมติว่านายเพนซ์เกิดป่วยขึ้นมาด้วย แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ก็จะเป็นคนรับตำแหน่งคนต่อไป แต่ด้วยความที่เธอเป็นฝ่ายเดโมแครต ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคงจะเกิดการต่อสู้กันทางกฎหมายเมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น