โพลสหรัฐขยี้ไบเดน!?มะกัน 70% ฟาดบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด แก้โควิดล้มเหลว

271

ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาของการตกต่ำของสหรัฐอเมริกาในหลายๆเรื่อง แม้แต่คะแนนนิยมของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ซึ่งเคยเป็นที่คาดหวังของคนอเมริกันว่าจะกลับมาพลิกฟื้นฐานะเศรษฐกิจ และภาพพจน์ประเทศอย่างสูง กลับตาละปัดพลิกผันกลายเป็นผิดหวังอย่างแรง คะแนนนิยมของ Biden ลดลงเหลือ 42 %ในการสำรวจความคิดเห็นของสำนักข่าวเอ็นบีซีในเดือนกันยายน และพอถึงเดือนนี้ โพลสำรวจของเอ็นบีซีอีกนั่นแหละระบุว่าคนอเมริกันกว่า 70% ที่ตอบแบบสอบถามหมดศรัทธาฝีมือผู้นำของพวกเขา

วันที่ 31 ต.ค.2564 สำนักข่าวเอ็นบีซีและรัสเซียทูเดย์รายงานว่า การสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ รวมทั้งเกือบครึ่งของพรรคเดโมแครต เชื่อว่าสหรัฐฯกำลังมุ่งหน้าไปในทางที่ผิด

โพลของ NBC News ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่สุ่มแบบสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 คนในสหรัฐอเมริกา เป็นตัวเลขการสำรวจที่น่าผิดหวังล่าสุดสำหรับปธน.โจ ไบเดนล่าสุด  ความนิยมของเขาลดลงอย่างต่อเนื่องในการสำรวจหลายครั้งที่ผ่านมา ด้วยคะแนนนิยมล่าสุดอยู่ที่ 42% ลดลงจาก 49% ในเดือนสิงหาคม และ 53% ในเดือนเมษายน นั่นคงคะแนนตกตลอดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

ผู้ตอบแบบสอบถาม 7 ใน 10 คนกล่าวว่าพวกเขาเชื่อว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องภายใต้การบริหารของไบเดน หากแบ่งตามพรรคการเมือง 93% ของพรรครีพับลิกล่าวว่าประเทศกำลังไปในทิศทางที่ผิด ในขณะที่ 70% ของพรรคอิสระเห็นด้วยว่าทำดีแล้ว  ในขณะที่การ แม้แต่ผู้สนับสนุนของพวกเขาชาวเดโมแครตถึง 48%กล่าวว่าไบเดนและทีม  บริหารสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และมีเพียง 22% เท่านั้นที่กล่าวว่าประเทศกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องส่วนที่เหลือไม่ออกความเห็น

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

เมื่อถูกถามว่าฝ่ายใดจัดการประเด็นปัญหาของชาติได้ดีกว่า พรรครีพับลิกันถือได้เปรียบได้คะแนนนิยม มากกว่าเดโมแครต ในด้านความมั่นคงชายแดน 27 คะแนน อัตราเงินเฟ้อ 24 คะแนน อาชญากรรม 22 คะแนน ความมั่นคงแห่งชาติ 21 คะแนน เศรษฐกิจ 18 คะแนน และ มีประสิทธิภาพและทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ 13 คะแนน

ในทางตรงกันข้าม พรรคเดโมแครตได้รับการสนับสนุนเรื่องการทำแท้งเสรี 10 คะแนน ไวรัสโคโรน่า 12 คะแนน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 24 คะแนน แต่ข้อดีทั้งหมดนั้นน้อยกว่าที่ได้รับในช่วงการเลือกตั้งปี 2020

ไม่ใช่แค่โพลของเอ็นบีซีเท่านั้น โพลของสำนักข่าวเอบีซี/อิปซ๊อส (ABC/Ipsos) ล่าสุดพบว่าความยอมรับผลงานของประธานาธิบดีอยู่ที่ 45% ขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าไม่ยอมรับถึง  49% อีก 6% ไม่มีความเห็น

คะแนนการยอมรับและความนิยมของไบเดนดิ่งลงต่อเนื่อง สาเหตุเพราะเขาและทีมบริหารจัดการกับปัญหาหลายประการล้มเหลว ทั้งปัญหาผู้อพยพที่ชายแดนภาคใต้ การระบาดใหญ่ของ Covid-19 และข้อบังคับฉีดวัคซีนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในหลายมลรัฐทั่วประเทศ  ตลอดจนปัญหาวิกฤตซัพพลายเชนและการขาดแคลนแรงงานร ทำให้เกิดการหยุดชะงักในภาคการผลิตหลายอุตสาหกรรม

ประธานาธิบดีโจ ไบเดนยังคงดิ้นรนเพื่อผลักดันการอนุมัติเงินจำนวน 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาพภูมิอากาศผ่านจากสภาคองเกรส ซึ่งเป็นเรื่องยากเย็นเนื่องจากพรรครีพับลิได้ยืนหยัดคัดค้าน วงเงินที่จะก่อหนี้มหาศาล  ผลสำรวจของ ABC พบว่าชาวอเมริกัน 7 ใน 10 คนรู้เรื่องแพ็คเกจการใช้จ่ายน้อยมาก และมีเพียง 25% เท่านั้นที่คิดว่าการใช้จ่ายจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาจริงๆ

ตัวแทนพรรครีพับลิกันและเดโมแครตหลายคนส่งสัญญาณถึงการสำรวจความคิดเห็นของเอ็นบีซี ที่คนอเมริกันไม่เห็นด้วย 70% อาจเป็นข่าวที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพรรคเดโมแครตด้วย

เจฟฟ์ ฮอร์วิตต์ นักสำรวจความคิดเห็นจากฮาร์ต รีเสิร์ช แอสโซซิเอทส์ (Democratic pollster Jeff Horwitt of Hart Research Associates)ซึ่งทำการสำรวจร่วมกับบิล แมคอินเทิร์ฟ นักสำรวจความคิดเห็นจากพรรครีพับลิกันกล่าวว่า

“พรรคเดโมแครตต้องเผชิญกับ ปัญหาคนอเมริกันที่มีความคิดเห็นต่อปธน.ไบเดนเป็นไปในทางลบอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่เดือนเมษายน ทั้งในเรื่องคำมั่นสัญญาของ ประธานาธิบดี ความรู้ ความสามารถ และความมั่นคงของประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ล้วนถูกตั้งคำถามอย่างแพร่หลาย”

ปีเตอร์ ฮาร์ต (Democratic pollster Peter Hart)นักสำรวจความคิดเห็นของพรรคเดโมแครตกล่าวเสริมว่า “สิ่งที่คนอเมริกันโหวตให้คือ คาดหวังความมั่นคงและความสงบ แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับคือความไม่มั่นคงและความวุ่นวาย”

นับตั้งแต่ที่ ปธน.ไบเดนเข้ารับตำแหน่ง สหรัฐฯต้องเผชิญวิกฤตการณ์ภายในประเทศหลายด้าน  ผลกระทบจากการตัดสินใจถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานอย่างเร่งด่วน จำนวนผู้อพยพที่ชายแดนทางใต้เพิ่มขึ้นมหาศาลจนควบคุมไม่อยู่ และปัญหาห่วงโซ่อุปทานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงซึ่งทำให้ชั้นวางสินค้าว่างเปล่าและราคาสิ้นค้าอุปโภคบริโภคสูงต่อเนื่อง  และในเดือนกันยายน อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีที่ 5.4% ในรอบ 13 ปี