เปิดลึก “ดุสิตโพล” คนเลือกพิธา-เจ๊หน่อย? แค่รับอานิสงส์จากพท. ที่ยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ!

430

เปิดลึก “ดุสิตโพล” คนเลือกพิธา-เจ๊หน่อย? แค่รับอานิสงส์จากพท. ที่ยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ!

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม 2564) สวนดุสิตโพล ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ทำการสำรวจ ความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,186 คน ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2564 หัวข้อ “ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองในสายตาประชาชน” เนื่องจากในขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง ได้ผลสรุปที่น่าสนใจคือ กรณีการเลือกตั้งใหม่ โดยอันดับ 1 จะได้เปลี่ยนรัฐบาล 58.31% อันดับ 2 เปิดโอกาสให้คนใหม่ ๆ เข้ามาแก้ไขปัญหา 56.26% อันดับ 3 ได้เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 50.80% อันดับ 4 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง 43.17% อันดับ 5 ประชาชนได้ใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย 42.03%

ล่าสุดวันนี้ (1 พฤศจิกายน 2564) ทางด้านนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมขออนุญาตวิเคราะห์ ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล ใน 5 ประเด็นดังนี้ คือ

1.สถานะและความน่าเชื่อถือของสวนดุสิตโพล ต้องยอมรับว่า ผลโพลของสถาบันราชภัฏสวนดุสิต มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าโพลหลายสำนัก ที่ผลการสำรวจมักจะสนองตอบทางการเมือง ของบางกลุ่มบางพรรค ไม่มีความเป็นมืออาชีพ หรือที่เรียกกันว่า โพลปั่นกระแส

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

2.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ควรจะยุบสภาหรือไม่ จากผลโพลพบว่า 57.86% คาดหวังว่าจะมีการเลือกตั้งต้นปี2565 แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการให้รัฐบาลยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ในช่วงต้นปี 2565 รวมทั้งคำถามที่ว่า ถึงเวลาเลือกตั้งใหม่หรือยัง คำตอบคือ 70.29% เห็นว่าถึงเวลาเลือกตั้งใหม่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก สรุปได้ว่า ประชาชนต้องการให้ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

3.ผลการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเปลี่ยนขั้วการเมืองหรือไม่ ผลโพลชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ พบว่า 58.31% จะได้เปลี่ยนรัฐบาล มี 56.26%เห็นว่าจะได้เปิดโอกาสให้คนใหม่มาเป็นรัฐบาลบ้าง มี 50.80% บอกว่าจะได้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เมื่อพิจารณาผลจาก 3 คำถาม เห็นได้ว่า มีคำตอบต้องการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองเกินครึ่ง ทั้ง 3 คำถามชัดเจน

4.รัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป ฝ่ายใดจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลนั้น ดูจากคะแนนนิยมของแต่ละพรรคการเมือง และนำความนิยมของพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน มี พรรคพลังประชารัฐ 24.61% พรรคประชาธิปัตย์ 6.18% พรรคภูมิใจไทย 4.28% รวม 3 พรรค มีคะแนนรวม 35.07% ในขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย 32.94% พรรคก้าวไกล 25.21% รวม 58.15% คะแนนเกินครึ่ง เป็นสัญญานว่า ประชาชนจะสนับสนุนขั้วฝ่ายค้านปัจจุบัน  ให้เป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

5.ใครคือนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น ดูจากลำดับคะแนน ดังนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ 28.67% พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 21.27% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 19.35% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 8.84%

ในเรื่องนี้ ผมมีข้อสังเกตุ อยู่ 3 ประการ คือ

1.พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนิยมพรรคสูงสุด แต่เมื่อยังไม่เปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คะแนนส่วนนี้ น่าจะตกไปอยู่ที่ คุณพิธา และคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นฐานคะแนนเดียวกัน ถ้าพรรคเพื่อไทยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลคะแนนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง

2.คะแนนของพรรคพลังประชารัฐ สูงกว่าคะแนน พลเอกประยุทธ์ ด้วยเหตุนี้ทำให้ ส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มั่นใจในคะแนนเสียงของพรรค มากกว่าตัวพลเอกประยุทธ์ จึงพร้อมจะเดินหน้าต่อในนามพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่สนใจกระแสของพลเอกประยุทธ์

3.กรณีคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งได้ยุติบทบาท และไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว กลับมีรายชื่ออยู่ในอันดับ 4 และมีคะแนนนิยมส่วนตัวสูงกว่าคะแนนพรรคประชาธิปัตย์ และมากกว่าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคด้วย

ผมขออนุญาตวิเคราะห์ ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล อย่างตรงไปตรงมา ตามข้อมูลที่ปรากฏจากผลโพล อาจจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใครบ้าง ก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย