คนไทยมีลุ้น รูปธงช้างเผือกเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ อาจจะกลับดินแดนสยาม หลังถูกฝรั่งเศสยึดในช่วงวิกฤตการณ์ร.ศ.112

2105

ถือเป็นข่าวดีของคนไทยอีกครั้ง ที่ล่าสุดทางด้านนายพฤฒิพล ประชุมผล ผอ.พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย ได้ โพสต์แจ้งข่าวดีว่ากำลังจะทำให้ประเทศไทยได้หลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสยามที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมาจัดแสดงที่ประเทศไทยอย่างถาวร พร้อมเผยขั้นตอนการอนุรักษ์ ธงช้างเผือก ผืนประวัติศาสตร์ที่ฝรั่งเศสยึดไปในสงคราม Franco-Siamese War 1893 ด้วย

โดยทางด้านพฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการและผู้บริหาร พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย และเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ธงสยาม เผยเรื่องราวข่าวดีของคนในประเทศชาติ โดยได้โพสต์ข้อความลงใน เฟซบุ๊ก ส่วนตัวโดยระบุข้อความว่า ภาพนี้ … กำลังจะทำให้ประเทศไทยได้หลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสยามที่เก่าแก่ที่สุดในโลกมาจัดแสดงที่ประเทศไทยอย่างถาวรครับ เพราะล่าสุด หลังจากพยายามติดต่อและพูดคุยกับเจ้าของงานสะสมแผนที่โลกและผังธงโลกคนสำคัญ

ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสและอยู่ที่ปารีส ซึ่งเขาได้เห็นภาพนี้ที่ผมส่งไปให้ดู และเขาได้รับรู้ถึงความทุ่มเทและความตั้งใจของผมที่จะเผยแพร่ประวัติศาสตร์ชาติว่าด้วยเรื่องประวัติธงชาติไทยตลอดมา อย่างน้อยในขณะนี้ เจ้าของผังธงโลกโบราณเขาก็เปิดใจและพร้อมคุยกันในรายละเอียดเรื่องที่จะจบกันที่เท่าไหร่ และทำอย่างไรถึงจะนำงานพิมพ์ธงช้างเผือกที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งพิมพ์ในปี พ.ศ. 2380 ตรงกับรัชกาลที่ 3 นี้ ได้มาอยู่ที่ประเทศไทย! ร่วมแรงส่งใจเพื่อความสำเร็จและความสมบูรณ์ของหลักฐานประวัติศาสตร์ชาติไทยกันครับ

ทั้งนี้นายพฤฒิพล ประชุมผล ได้เผยอีกว่าธงช้างเผือกที่ผมถือร่วมกับผู้อำนวยการ glise Saint-Louis-des-Invalides ในรูป … ไม่ใช่ผืนธงที่ผมจะนำกลับมา เพราะในรูปเป็นธงช้างเผือกผืนใหม่ที่นำไปถ่ายทำสารคดีครับ และผืน “ธงช้างเผือก” ธงชาติสยามผืนที่เห็นแขวนอยู่ข้างหลังนั้น คือธงชาติสยามผืนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปในฐานะผู้พ่ายแพ้ในสงคราม “Franco-Siamese War 1893” หรือในภาษาไทยเรียกว่า วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 โดยปัจจุบัน ธงช้างเผือกผืนดังกล่าวได้ถูกแขวนไว้ที่ glise Saint-Louis-des-Invalides กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก็ได้เคยทอดพระเนตรธงช้างเผือกผืนนี้ เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2440 … ดังนั้นจึงเป็นผืนธงช้างเผือกในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ภาพถ่ายดังกล่าวนี้ ผมได้ส่งให้นักสะสมแผนที่โลกและผังธงโลกโบราณคนสำคัญของฝรั่งเศสได้ดู เพราะเขาคือคนที่เก็บรักษาผังธงชาติโบราณที่พิมพ์ในฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1837 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งค้นพบว่าบนผังธงโบราณดังกล่าวนี้ มีการพิมพ์รูปธงช้างเผือก (ด้วยแม่พิมพ์แบบทองแดง) และมีชื่อประเทศ SIAM ประกอบอยู่ด้วย …

จึงนับเป็นการค้นพบหลักฐานว่าด้วยการใช้ธงช้างเผือก เป็นธงชาติสยามที่เก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่มีการค้นพบมา และด้วยภาพนี้และการได้พูดคุยกับเจ้าของผังธงโบราณ ได้ทำให้เจ้าของผังธงโบราณที่ผมเอ่ยถึง ยอมคุยกับผม และเข้าใจในสิ่งที่ผมทุ่มเท และเริ่มนิมิตหมายที่ดี ที่จะมีโอกาสนำผังธงโบราณที่ปรากฏรูปธงช้างเผือกเก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์อายุ 183 ปีนี้ นำมาไว้ที่ประเทศไทย เพื่อเป็นหลักฐานสำคัญในการชำระประวัติศาสตร์และศึกษาเรียนรู้เรื่องจุดเวลาของการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติครับ

นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยขั้นตอนการอนุรักษ์ “ธงช้างเผือก” ธงชาติสยามผืนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปในฐานะผู้พ่ายแพ้ในสงคราม “Franco-Siamese War 1893” หรือในภาษาไทยเรียกว่า วิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ โดยปัจจุบัน ธงช้างเผือกผืนดังกล่าวได้ถูกแขวนไว้ที่ glise Saint-Louis-des-Invalides กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ได้เคยทอดพระเนตรธงช้างเผือกผืนนี้ เมื่อคราวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐ จากหลักฐาน


ธงช้างเผือกผืนดังกล่าวนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรโดยบังเอิญ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๔๔๐ เป็นวันที่เสด็จพระองค์ท่านเสด็จไปยังแองวาลิด (Les Invalides) ซึ่งมีหลักฐานการกล่าวถึงการเสด็จไปเยือนแองวาลิดและการทอดพระเนตรธงช้างเผือกผืนดังกล่าวอยู่ในจดหมายเหตุรวม ๓ ฉบับ โดยมีการบันทึกที่แตกต่างกันแต่มีฉบับภาษาฝรั่งเศสเท่านั้นที่ระบุถึงเรื่องธงช้างเผือกผืนนี้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งในบันทึกแรกนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า… “ไปโฮเตลอินวาลิด เปนที่ทหารแก่ๆ อยู่ มีที่ฝังศพเอมเปอเรอนโปเลียนโบนาปาตอยู่ด้วย พวกตาแก่ทหารแกงุ่มง่ามเหลือทน จะเดินดูอะไรต้องย่องกึกๆ ฝีตีนเท่ากับแก มีเครื่องอาวุธโบราณมาก” ในบันทึกที่ ๒ มีการให้รายละเอียดมากขึ้น รวมถึงพระราชดำรัสที่ถามถึงธงเหล่านั้นด้วยความสนพระทัยก็มีอยู่ด้วยอย่างครบถ้วน พระราชดำรัสตอนนี้สำคัญมาก เพราะมีส่วนทำให้การตรวจสอบเรื่องนี้เกิดขึ้น โดยนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ Le Journal illustre คนหนึ่งติดตามขบวนเสด็จไปตามที่ต่าง ๆ รายงานไว้ว่า … “พระเจ้ากรุงสยามเสด็จมาถึงแองวาลิดตอน ๑๐ โมงเช้า ทรงได้รับการต้อนรับจากนายพลอาร์โน โดยนายพลอาร์โนนำพระองค์ต่อไปยังโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ ที่นั่นทอดพระเนตรธงชาติต่าง ๆ ที่แขวนอยู่ เหนือผนังขึ้นไป ล้วนเป็นธงชาติที่ฝรั่งเศสยึดมาได้จากพวกศัตรู ทันใดนั้นมีพระราชดำรัสถามว่า “ไปได้ธงจีนกับธงช้างมาจากไหน?” จากนั้นจึงเสด็จออกไปที่ลานหน้าโบสถ์ ณ บริเวณนั้นมีกองดุริยางค์และกองทหารผู้ชราภาพราว ๑๕๐ นาย ถวายความเคารพและบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี”

จากบันทึกที่ ๒ นี้ มีคำยืนยันว่า … รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จไปทอดพระเนตรธงชาติเผือกที่ประดับแขวนไว้ภายในโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ ซึ่งอยู่ในบริเวณแองวาลิดจริง ในเวลานั้นธงช้างเผือกก็แขวนอยู่ใกล้กับธงจีนและอยู่ต่อมาในตำแหน่งเดิมจนบัดนี้ ทรงให้ความสนพระทัยกับธงเหล่านั้นขนาดที่ตรัสถามว่า “ไปได้มาจากไหน?” คำตอบที่ได้รับไม่ได้บอกไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ แต่ยังมีข้อมูลในหนังสือพงศาวดารฝรั่งเศสอีกเล่มหนึ่ง เผยความจริงเกี่ยวกับที่มาของธงชาติ ณ ที่แห่งนั้นไว้โดยสังเขปว่า “ตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ เป็นต้นมา กองทัพฝรั่งเศสสามารถนำธงชาติของฝ่ายศัตรูที่พ่ายแพ้ในการสู้รบกับเรากลับมาได้ไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐ ผืน ธงทั้งหมดถูกนำมาเก็บรักษาไว้ครั้งแรกที่โบสถ์โนเทรอดาม ปารีส จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๓๓๖ ธงทั้งหมดก็ถูกย้ายมาเก็บไว้ที่แองวาลิดแทน แองวาลิดได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะของฝรั่งเศส จึงเหมาะสมที่จะเป็นบ้านหลังใหม่ของอนุสรณ์แห่งชัยชนะเหล่านั้น ธงที่ระลึกจากสงครามถูกนำเข้ามาเพิ่มเติมอีกในยุคนโปเลียนที่ ๑ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๖๗

ภายหลังนโปเลียนแพ้ในสงครามวอเตอร์ลูกับอังกฤษและทัพศัตรู (อังกฤษ) เคลื่อนพลเข้ามาประชิดกรุงปารีส เวลานั้นยังพอมีธงเหลือยู่ถึง ๑,๔๑๗ ผืน ธงทั้งหมดก็ยังแขวนอยู่ภายในโบสถ์เซ็นต์หลุยส์ นายพลเซรูริเยร์ ผู้อำนวยการแองวาลิด เกรงว่าธงแห่งชัยชนะทั้งหลายจะตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม

จึงมีคำสั่งให้ปลดลงมาเผาทิ้งเสียก่อนที่ลานหน้าโบสถ์ ธงที่เหลืออยู่เป็นอนุสรณ์ในเวลานี้ล้วนเป็นธงชาติที่ได้มาจากการสู้รบในสมัยหลัง กล่าวคือ ภายหลังยุคนโปเลียนที่ ๑ แล้ว ซึ่งก็ยังมีธงมากถึง ๑๐๔ ผืน” ถึงตอนนี้จึงพอสันนิษฐานเพิ่มเติมได้อีกว่า ธงชาติต่าง ๆ ที่มีพระราชดำรัสถึง และยังแขวนติดอยู่ในตัวโบสถ์ เช่น ธงจีนก็ได้มาจากการสู้รบของกองทัพฝรั่งเศสเมื่อเข้ายึดกรุงปักกิ่งได้สำเร็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ส่วนธงช้างนั้นถูกนำมาจากสยาม ภายหลังการสู้รบในวิกฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖)

จากบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เมื่อทหารสยามจำต้องล่าถอยออกมา และยังมีบันทึกที่ ๓ พระยาศรีสหเทพ บันทึกไว้อย่างเป็นทางการ ท่านเขียนไว้ว่า “วันที่ ๑๒ กันยายน ร.ศ. ๑๑๖ เวลาเช้า ๔ โมง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเครื่องครึ่งยศประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมราชวงษ์ เสด็จฯ จากบ้านที่ประทับมายังอังวะลีดส์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทหารพิการทุพลภาพ แลที่ฝังศพนะโปเลียนที่ ๑ ทรงยืนกุมพระหัตถ์แสดงความเคารพตามสมควรแล้ว เสด็จพระราชดำเนินวัดสังข์ ซึ่งเป็นวัดต่อหลังที่ฝังศพออกไป ผนังวัดประดับด้วยธงต่าง ๆ ซึ่งกองทัพฝรั่งเศสมีไชยชะนะแย่งมาได้ในที่รบต่าง ๆ น่าดู ทรงพระดำเนินต่อไปทางหน้าโบสถ์ ”

ที่มา : เฟซบุ๊ก พฤฒิพล ประชุมผล