แตกหัก!?! มอสโกวสั่งปิดสนง.NATO ตอบโต้ขับทูตรัสเซียเกลี้ยง

1117

รัสเซียประกาศระงับความสัมพันธ์ทางการฑูตโดยตรงกับ NATO ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โดยทางการรัสเซียสั่งให้ปิดสำนักงานและหยุดภารกิจนาโต้ประจำกรุงมอสโก ซึ่งเป็นกลุ่มการทหารที่นำโดยสหรัฐฯ เค้าลางความขัดแย้งระอุขึ้นตั้งแต่สหรัฐและพันธมิตรกดดันรัสเซียเรื่องผู้นำฝ่ายค้านที่สหรัฐฯหนุนหลัง ลุกลามเป็นการไม่ออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่ทูตรัสเซีย และล่าสุดขับเจ้าหน้าที่รัสเซียพ้นนาโต ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐรวมทั้งพันธมิตรนาโตตกต่ำลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อวันที่ 18 ต.ค.2564 นสพ.วอชิงตันโพสต์(Washington Post) และรัสเซียทูเดย์(rt) รายงาน อ้างคำสัมภาษณ์ของนายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov) รมว.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ว่า รัสเซียจะไม่รับรองสถานะทางการทูตของ จนท.ต่างชาติ ที่ประจำการใน สนง.องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO)/กรุงมอสโก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 เป็นต้นไป พร้อมทั้งจะยุติภารกิจทางการทูตของรัสเซียใน NATO ชั่วคราวเพื่อตอบโต้กรณีที่ NATO ขับไล่คณะผู้แทนรัสเซีย จำนวน 8 คน โดยอ้างว่าเป็น จนท.ข่าวกรอง อย่างไรก็ดี รัสเซียมอบหมายให้ สถานทูตรัสเซีย ณ กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เป็นผู้แทนในการประสานงานกับ NATO สำหรับภารกิจเร่งด่วน

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของ NATO ได้ตัดสินใจที่จะลดขนาดของคณะผู้แทนถาวรของรัสเซียลง  โดยเพิกถอนการรับรองทูตรัสเซียจำนวน 8 คน โดยอ้างว่า “เป็นผู้ต้องสงสัยว่าทำกิจกรรมที่มุ่งร้ายต่อองค์กรนาโตของรัสเซีย” เรียกง่ายๆว่า เป็นสปายสายลับ หรือจารชนนั่นเอง โดยขับออกจากสำนักงานใหญ่นาโตที่กรุงบรัสเซลล์

หลังจากการตัดสินใจของ NATO มาเรีย ซาราโกวา(Maria Zakharova)โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่ามอสโกจะดำเนินการตอบโต้ในทันที แล้วก็เป็นเช่นนั้น

รมว.ต่างประะทศลาฟรอฟฯให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทาซซ์ (TASS)ของรัสเซียว่า “ตอนนี้ หากกลุ่มนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ ต้องการคุยกับรัสเซีย ก็ต้องติดต่อกับสถานทูตรัสเซียในเบลเยียมแทน ผลของการกระทำโดย NATO อย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นลบ ทำให้เราไม่มีเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมทางการทูตในระดับพื้นฐานกับพวกเขาอีกต่อไป”  

“เพื่อตอบสนองต่อการกระทำของ NATO เรากำลังระงับการทำงานในภารกิจถาวรของเรา รวมถึงงานของหัวหน้าผู้แทนกองทัพของเราในองค์กรนี้และ สำนักเลขาธิการระหว่างประเทศของ NATO ได้รับแจ้งเรื่องนี้แล้ว”

รมว.ต่างประเทศลาฟรอฟย้ำว่า“หากสมาชิกของ NATO มีเรื่องเร่งด่วน พวกเขาสามารถติดต่อเอกอัครราชทูตของเราในเบลเยียม ซึ่งรับรองความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างรัสเซียและราชอาณาจักรเบลเยียมได้”  

ความตึงเครียดเพิ่มระดับขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมาเมื่อส.ว.สหรัฐ  เสนอให้ปธน.โจ ไบเดนออกคำสั่งปลดนักการทูตรัสเซีย 300 คนในสหรัฐฯ เพราะมีปากเสียงกับสถานทูตเรื่องไม่ออกวีซ่าให้นักการทูตอเมริกัน แต่มอสโกโต้ว่าการไม่ออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯทำเช่นนี้กับเจ้าหน้าที่รัสเวีย และว่า จำนวนเจ้าหน้ารัสเซียที่ทำงานในวอชิงตันยังมีไม่มากขนาดนั้น เพราะส่วนใหญ่ทำงานให้กับสหประชาชาติ และสหรัฐฯไม่สามารถปลดหรือขับไล่พวกเขาได้

กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า “เห็นได้ชัดว่าบรรดาผู้เสนอขั้นตอนคว่ำบาตรดังกล่าวกำลังผลักดันให้มีการปิดสำนักงานของอเมริกาในรัสเซีย พวกเขาควรเข้าใจว่าหากเกิดขึ้นก็เป็นความรับผิดชอบในเรื่องนี้จะเป็นของพวกเขาเอง”

เมื่อต้นเดือนต.ค.ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิก บ็อบ เมเนนเดซ, มาร์โก รูบิโอ, มาร์ค วอร์เนอร์ และจิม ริชช์ สังกัดพรรคเดโมแครต ได้เขียนจดหมายถึงปธน.โจ ไบเดน โดยเรียกร้องให้เขาดำเนินการขับเจ้าหน้าที่รัสเซียทันที เพื่อเพิ่มจำนวนพนักงานอเมริกันที่สถานทูตสหรัฐฯในมอสโก” เรื่องนี้สถานทูตและกิจการของสหรัญอเมริกาต้องเผชิญกับการขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากสหรัฐฯ อยู่ในรายชื่อ ‘ประเทศที่ไม่เป็นมิตร’ อย่างเป็นทางการของมอสโก ซึ่งหมายความว่าถูกสั่งห้ามไม่ให้จ้างคนอเมริกันเพิ่มในท้องถิ่น

วุฒิสมาชิกกล่าวว่า“รัสเซียต้องออกวีซ่าให้เพียงพอเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ระหว่างจำนวนนักการทูตอเมริกันที่ประจำอยู่ในรัสเซียและจำนวนนักการทูตรัสเซียที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา” “หากไม่ดำเนินการดังกล่าว เราขอแนะนำให้ปธน.เริ่มขับไล่นักการทูตรัสเซีย เพื่อให้สถานะทางการทูตของสหรัฐฯ เท่าเทียมกัน”

ต่อมาไม่นาน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นาโต้ประกาศลดเจ้าหน้าที่รัสเซียจาก 20 คนเป็น 10 คน และเพิกถอนการรับรองนักการทูต 8 คน ตำแหน่งงานว่างอีกสองตำแหน่งถูกลบทิ้ง  และออกคำสั่งให้นักการทูตรัสเซียจะต้องออกจากบรัสเซลส์ก่อนสิ้นเดือนตุลาคมนี้  เมื่อสำนักงานใหญ่นาโตขับนักการทูตของรัสเซีย 8 คน ทำให้รัสเซียตอบโต้กลับ โดยปิดสำนักงานของนาโตในรัสเซีย เท่ากับตัดขาดความสัมพันธ์แบบแรงมา-แรงกลับ  เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและพันธมิตรกับรัสเซียอย่างชัดเจน ทั้งด้านการทูตและการทหาร!?