อ.ไชยันต์ เปิดหลักฐานเด็ด “กลุ่มทะลุฟ้า” ปลอมแปลงเอกสารลับอังกฤษ เรื่องจริงเหตุการณ์ 14 ต.ค. ถูกบิดเบือน?

542

โดนฉีกหน้ากากแล้ว!? อ.ไชยันต์ เปิดหลักฐานเด็ด “กลุ่มทะลุฟ้า” ปลอมแปลงเอกสารลับอังกฤษ เรื่องจริงเหตุการณ์ 14 ต.ค. ถูกบิดเบือน?

หลายๆคนต่างเกิดความสงสัยเมื่อ เอกสารลับของประเทศอังกฤษ ที่ได้เปิดเผยความจริงของเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้ถูกนำมาขยายความไม่เหมือนกันในแต่กลุ่มแนวคิดทางการเมือง รวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุม ยังได้ใช้เอกสารดังกล่าวขยายความต่อโดยการนำไปบิดเบือนตามที่ตนเองอยากให้เป็น

ล่าสุดทางด้านของ ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร นักปรัชญาการเมือง และทฤษฎีการเมืองชื่อดังของประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ถึงความผิดปกติในเอกสารลับ ที่ เพจทะลุฟ้า ได้นำไปเผยแพร่ต่อ โดยเอกสารลับของอังกฤษดังกล่าวนั้น เพิ่งได้เปิดเผยให้ทั่วโลกได้รับทราบความจริง เมื่อปี 63 ที่ผ่านมา

ในบทความของ เพจ ทะลุฟ้า เรื่อง “เปิดบันทึกทูตอังกฤษ: การแทรกแซงของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516” โพสต์วันที่ 14 ตุลาคม 2564 “ทะลุฟ้า” ได้ลงข้อความว่า

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

“ในช่วงหลังจากเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลา 2516 Sir Arthur James de la mare (เซอร์ อาร์เธอร์ เจมส์ เดอ ลาแมร์) เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นได้มีการส่ง “บันทึกลับ” ที่เกี่ยวกับการปฏิวัติในเดือนตุลาคมไปยังกรุงลอนดอนเพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้น

โดยเอกสารนี้ปัจจุบันไม่ได้เป็นเอกสารลับอีกต่อไปและสามารถเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยในบันทึกนั้น เดอ ลาแมร์ได้ตั้งข้อประหลาดใจไว้ 2 อย่างเกี่ยวกับการล่มสลายที่ง่ายดายเกินไปของรัฐบาลถนอม และการแทรกแซงของพระมหากษัตริย์ในการยุติความรุนแรง………..

…….ในประเด็นที่เดอ ลาแมร์ประหลาดใจประเด็นแรกคือ การล่มสลายที่ง่ายดายเกินไปของรัฐบาลถนอม และเข้าก็ได้ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะสถาบันกษัตริย์นั้นได้คาดการณ์แล้วว่า รัฐบาลจอมพลถนอมนั้นจะไปไม่รอด ก็เลยเลือกที่จะเข้าข้างกลุ่มนักศึกษาเพื่อรักษาฐานเสียงที่มีมากกว่าเพื่อความสร้างความดีความชอบต่อประชาชน…”

หากไปดูเอกสารรายงานดังกล่าวของ เดอ ลาแมร์ (ดูเอกสารแนบ)
จะไม่พบข้อความที่ว่า
“สถาบันกษัตริย์นั้นได้คาดการณ์แล้วว่า รัฐบาลจอมพลถนอมนั้นจะไปไม่รอด ก็เลยเลือกที่จะเข้าข้างกลุ่มนักศึกษาเพื่อรักษาฐานเสียงที่มีมากกว่าเพื่อความสร้างความดีความชอบต่อประชาชน…”

แต่เดอ ลาแมร์ ประหลาดใจจริงๆกับการยุติความรุนแรงลงได้อย่างฉับพลัน
โดยเขาได้เขียนไว้ในย่อหน้าแรกว่า
“การล่มสลายลงอย่างง่ายดายของระบอบ (คณาธิปไตยของทหาร) เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ รวมทั้งการยุติการความรุนแรงอย่างน่าประหลาด”
โดย เดอ ลาแมร์ เขียนว่า สาเหตุที่บ้านเมืองสงบลงได้อย่างรุนแรงเป็นเพราะ

“จากการทราบข่าวว่า จอมพลถนอม-ประภาส และพันเอกณรงค์ ได้ออกไปจากประเทศ และ การลงมาอยู่ข้างนักศึกษาและประชาชนของกษัตริย์เป็นปัจจัยตัดสินสำคัญเด็ดขาด (decisive) ”
และเดอ ลาแมร์ยังได้กล่าวไว้อีกในหัวข้อที่ 3 ว่า

“3. อะไรที่เป็นสาเหตุให้ยุติความรุนแรงอย่างฉับพลัน ?
สาเหตุได้แก่ ข่าวที่ออกมาว่า บุคคลที่เป็นที่รังเกียจทั้งสามได้ออกนอกประเทศไปแล้ว และ วิถีแบบไทยที่น่าพิศวง และเหนือสิ่งอื่นใด คือ การลงมาของกษัตริย์”
และเขาได้ขยายความต่อมาในหัวข้อที่ 6 ว่า

“6. ทำไมการจลาจลในจำนวนผู้คนมหาศาล มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งตอนเย็นของวันที่ 15 ตุลาคม กลับยุติลงด้วยความสงบอย่างฉับพลันหลังสองชั่วโมงต่อมา ?
แน่นอนว่า การทราบข่าวที่ประกาศว่า คนทั้งสามกำลังออกจากประเทศมีส่วนให้ทุกอย่างสงบลง
และปัจจัยของวิถีแบบไทยที่น่าสนเท่ห์ เพราะในขณะที่คนไทยถูกปลุกเร้าจนมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรงเหมือนอย่างคนชาติใดๆก็ตาม พวกเขารู้สึกภายในใจว่า มันละเมิดความเป็นไทยและความเป็นพุทธ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ข้าพเจ้าคิดว่า เราต้องยอมรับพระราชอำนาจอันเร้นลับ (mystic- อาจอนุโลมแปลว่า ศักดิ์สิทธิ์) ของกษัตริย์ที่ทำให้ทุกอย่างจบลงได้อย่างพิเศษ”

ส่วนที่ ในหลวงรัชกาลที่เก้าคาดการณ์นั้น เดอ ลาแมร์ ได้กล่าวไว้ว่า
“จริงๆแล้ว บุคคลเดียวที่ข้าพเจ้ารู้ ที่คาดการณ์ล่วงหน้าถึงความรุนแรงของสถานการณ์คือ พระมหากษัตริย์
เมื่อ มิสเตอร์ Royle เข้าเฝ้าพระองค์ในวันที่ 10 ตุลาคม การทำกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงของนักศึกษายังไม่มีความรุนแรงอะไรและยังสงบสันติ แต่พระองค์ทรงตรัสว่า พระองค์ทรงวิตกอย่างยิ่งว่าจะเกิดการนองเลือด พระองค์ทรงวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักที่ไปจับกุมตัวสิบสองนักศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ใช้ในการจับกุม

ทั้งตัวพระองค์เอง ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรัฐธรรมนูญ และนักศึกษามีสิทธิ์เต็มที่ในการชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญอย่างสงบสันติ”

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เพจ “ทะลุฟ้า” นำบทความดังกล่าวของ BBC Thai มา ตีความและใส่ข้อความของตัวเองผสมลงไป ทำให้คนอ่านอาจเข้าใจไปว่าเป็นคำกล่าวของ เดอ ลาแมร์ (ดูเอกสารแนบ)
ขอขอบคุณ คุณ จิระพงษ์ พิพัฒน์เจษฎากุล ที่ให้คำแนะนำมาครับ
ร่วมด้วยช่วยกัน !