เปิดประวัติ “บุ๊ค Eleven Finger ” คนเปิดบัญชีทะลุแก๊ซ! พบเชื่อมโยง “ธนาธร-ปิยบุตร” เคยขึ้นเวทีวันตั้งอนค.!

2302

เปิดประวัติ “บุ๊ค Eleven Finger ” คนเปิดบัญชีทะลุแก๊ซ! พบเชื่อมโยง “ธนาธร-ปิยบุตร” เคยขึ้นเวทีวันตั้งอนค.!

จากกรณีที่เมื่อวาน (11 ตุลาคม 2564) ทางเพจ ทะลุแก๊ซ – Thalugaz ได้โพสต์ข้อความเปิดระดมทุนขายเสื้อทะลุแก๊ซ พร้อมกับประกาศว่า เงินระดมทุนในครั้งนี้จะนำไปจัดการชุมนุมใหญ่อย่างเป็นทางการในกลางเดือนตุลาคมนี้ โดยระบุข้อความว่า

#ทะลุเเก๊ซกระจายข่าว #Thalugaz เร็วๆนี้ เราจะ ทำ ของออกมาขาย เเละ เปิดระดมทุนเพื่อจัดม็อบ อย่างเป็นทางการ ในกลาง เดือนตุลาที่จะมาถึง ขอให้สหายผู้ร่วมอุดมการณ์ ช่วยซัพพอร์ตเราด้วย เมื่อ รัฐบาลไม่รับฟังเสียงประชาชน ถึงเวลาเเล้ว ที่เราต้องไป เคาะประตูบ้านพวกมัน
โดยบัญชีที่เปิดระดมทุนดังกล่าว ปรากฎชื่อ นายธนายุทธ ณ อยุธยา หรือชื่อที่ในกลุ่มสามนิ้วรู้จักกันก็คือ บุ๊ค แร็ปเปอร์วง Elevenfinger วัย 20 ปี เกิดและโตในชุมนุมคลองเตยเคยขึ้นแร็ปการเมืองในการชุมนุมเยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 63 และถูกจับกุมข้อหาเข้าร่วมชุมนุมกับม็อบประชาชนปลดแอก
ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า บุ๊ค หรือ นายธนายุทธ ณ อยุธยา เจ้าของบัญชีดังกล่าวนั้น เป็นแกนนำของกลุ่มทะลุแก๊ซหรือไม่ และยังตั้งข้อสงสัยว่า ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 บุ๊ค ได้ขึ้นเวทีโชว์แร็ปในงานประชุมจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ และได้โชว์เพลงแร็ปที่สะท้อนความอึดอัดคับข้องใจของวัยรุ่นผู้เติบโตมาในทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการเมือง โดยเขาเขียนเพลงขึ้นมาใหม่เพลงหนึ่ง สำหรับใช้ในงานนี้โดยเฉพาะ
ทั้งนี้ บุ๊ค ยังเคยให้สัมภาษณ์กับ สำนักข่าวสปริงค์นิวส์ ถึงการศึกษาของเขา เขาได้เปิดใจว่า ได้ลาออกก่อนที่จะจบ ม.6 ประมาณ 10 กว่าวันเท่านั้น รู้สึกว่า ไม่เสียดายเลยนะ ผ่านมา 2 ปี แต่กลับรู้สึกว่า ตัดสินใจถูกแล้วที่ออกมา สามารถดูแลครอบครัว แล้วสามารถเลี้ยงตัวเองได้ รู้สึก มีความสุขกว่า ตอนที่ผมอยู่โรงเรียนด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ในรำลึก 6 ตุลา 2519 เนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีการเคลื่อนไหวกลุ่มทะลุแก๊สว่า
เราจำกันได้ไหมว่าหลังจาก 6 ตุลาคม 2519 เกิดอะไรขึ้น รัฐปราบปรามประชาชน นิสิตนักเรียน นักศึกษา คุณรุ่นใหม่ยุคนั้น หนีเข้าป่า ไปจับอาวุธ จับปืนร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเพื่อต่อสู้กับรัฐไทย เราไม่เคยพยายามที่จะดึงเขาเข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้นที่ดินแดนคือ การผลักเขาออกไป เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก 6 ตุลาคม 2519 คุณผลักเขาออก ก็เกิดความแตกแยกของสังคม ความสูญเสียของสังคม พลังที่จะเอามาช่วยกันสร้างชาติ สร้างสังคมมันหายไปเลย พวกคุณไม่ต้อนรับเขา ผลักเขาออกไป แล้วสุดท้ายกว่าที่สังคมจะกลับมารวมกัน กว่าที่จะเยียวยาได้เนี่ย 66/23 มาตรการ 66/23
ดังนั้น ผมคิดว่า เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้เลย 1 คือผู้ทำผิด ผู้ที่สั่งฆ่า สังหารประชาชนไม่เคยต้องรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น 6 ตุลาไม่ว่าจะเป็นพฤษภา 35 ไม่ว่าจะเป็นเมษายน-พฤษภาคม 53 ไม่มีใครต้องรับผิดชอบทางการเมืองวัฒนธรรมแบบนี้ต้องหมดได้แล้ว ต้องไม่มีการสังหารหมู่ประชาชนกลางเมืองอีก ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ที่สูญเสีย แล้วก็ประการที่ 2 ผมคิดว่าการที่เรามารำลึก 6 ตุลามันไม่ได้รำลึกอดีตอย่างเดียว ไม่ได้รำลึกถึงคุณูปการของผู้ที่สูญเสียผู้ที่ต่อสู้มาก่อนหน้าเรา แต่เรามาพูดถึงอนาคตที่เราอยากเห็นด้วย เราอยากเห็นอนาคตที่คนทุกคนอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง สังคมที่อดทนอดกลั้นอยู่ด้วยกัน ด้วยความโอบอ้อมอารีย์ อยู่ที่การตั้งมั่นอยู่บนความเป็นธรรม ความถูกต้อง ความยุติธรรม นี่คือความสังคมที่เราอยากเห็นทั้งนั้น
ตราบใดที่เรายังไม่ยอมรับธรรมชาติของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกันในสังคมว่า ทุกคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้น ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นปกติ แล้วเราต้องเปิดใจยอมรับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของทุกคน มันไม่มีความสงบสุข ไม่มีความเป็นธรรม ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ เปิดให้ประชาชนได้แสดงออกได้ ได้ใช้สิทธิเสรีภาพของเขาอย่างเต็มที่ อดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง นี่คือวิธีที่จะสมานสังคมเข้าหากันนี่คือวิธีที่จะดึงพลังของคนสังคมออกมาร่วมสร้างชาติด้วยกันได้
ต้องส่งเสียงไปถึงชนชั้นนำ กลุ่มอภิสิทธิชน ที่ถือครองอำนาจอยู่ว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จิตวิญญาณของยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ผู้คนในสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว ไม่มีทางที่คุณจะฉีกประวัติศาสตร์หน้าใดหน้าหนึ่งออกจากสังคมไทยได้อีก เหมือนยุคหนึ่งเคยพยายามทำให้ประชาชนลืมเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เหตุการณ์ 6 ตุลาไม่เคยอยู่ในหนังสือเรียน เหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 ไม่เคยอยู่ในหนังสือเรียน พวกเขาต้องการลบประวัติศาสตร์ต่างๆเหล่านี้ออกไป แล้วเขียนเล่านิทานให้คนเชื่อว่าประเทศไทยมีความสุขสงบ แต่ภายใต้ความที่ชนชั้นนำต้องการให้เราเชื่อ มันเต็มไปด้วยความอยุติธรรม มันเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบระหว่างช่วงชั้น ระหว่างชนชั้น
ผมคิดว่าในยุคนี้คนเข้าถึงเทคโนโลยีระดับนี้แล้ว คุณไม่สามารถปิดประวัติศาสตร์แบบนี้อีกต่อไป ดังนั้น คุณต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ ถ้าคุณไม่เข้าใจและปรับตัวตามโลก อะไรที่ไม่สามารถปรับตัวตามโลก ตามยุคสมัยได้ มันก็ต้องหายไปเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ยังมีโอกาสที่สังคมไทยจะอยู่ด้วยกันอย่างฉันมิตร อย่างมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งจะเกิดตรงนั้นได้มันต้องเกิดจากการยอมรับความเปลี่ยนแปลง ยอมรับเสียงและจิตวิญญาณของยุคสมัย ถ้าไม่ยอมรับเรื่องนี้ก็ ผมมองเห็นแต่ความขัดแย้งที่แหลมคมและรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

ในขณะที่ทางด้าน นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้กล่าวถึงกลุ่มทะลุแก๊ซว่า ปรากฏการณ์ “ทะลุแก๊ส” เป็นปรากฎการณ์ที่ผุดขึ้นมาเอง ปราศจากองค์กรจัดตั้งหรือปลุกระดม  นี่คือปรากฏการณ์ในลักษณะ “ตอบโต้กับสิ่งที่รัฐกระทำมาตลอดขวบปีที่ผ่านมา นี่คือปรากฏการณ์ในลักษณะ มีแนวโน้มไปสู่การลุกขึ้นสู้แบบปฏิวัติเรามักมองเหตุการณ์ที่ดินแดงว่า เป็นการก่อจลาจลของวัยรุ่นเด็กแว้นคึกคะนอง หรือ riot แต่นั่นคือการมองจากภาพการกระทำภายนอก มองจาก action การปาพลุ ดอกไม้ไฟ การขว้างปาสิ่งของ การขี่มอเตอร์ไซค์เข้าปฏิบัติการ แต่ถ้าเรามองลงไปให้ลึกกว่านั้น riot หรือ การก่อจลาจล แบบนี้ อาจมีลักษณะเป็น “การลุกขึ้นสู้” ด้วย

บางที อาจไม่ใช่การจลาจลทั่วๆ ไป อาจไม่ใช่เยาวรุ่นใจร้อน อยากใช้กำลังท้าตีท้าต่อยกับเจ้าหน้าที่  แต่คือ กลุ่มคนที่เกิดจิตสำนึกของการต่อสู้กับระบอบอันอยุติธรรม ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยใด และไม่ว่าจะเกิดเมื่อไร แต่จิตสำนึกนี้ได้กระตุ้นให้พวกเขาพร้อมเข้าเสี่ยงสู้กับอำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่บางครั้งอาจเสี่ยงตาย บาดเจ็บ ยินยอมเข้าเสี่ยง เพราะไม่ต้องการปล่อยให้ความอยุติธรรมนี้ดำรงต่อไป การแสดงออกของ “ทะลุแก๊ซ” จะเป็นการก่อจลาจลดาดๆ หรือกลายเป็นการลุกขึ้นสู้แบบปฏิวัติ

พร้อมกับกล่าวอีกว่า ถ้ามีแต่เยาวชนที่พูด กลุ่มอื่นไม่ช่วยกันขยับ โทนของเยาวชนก็จะถูกผลักให้กลายเป็นพวกฮาร์ดคอร์ แต่ถ้าทุกคนช่วยกันพูดก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าคนรุ่นไหนเก่งกว่าใคร แต่ทุกฝ่ายต้องเดินไปด้วยกัน แม้แต่พูดว่าปฏิรูปยังไม่พอ ก็ต้องยอมรับว่ามีคนที่เริ่มคิดถึงรูปของรัฐแบบอื่น หากมีคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดแบบนี้และคนรุ่นเก่าก็มีความคิดคนละทาง ต้องหาทางออกร่วมกันว่าจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร

“สำหรับผมคนรุ่นใหม่เสียสละเอาชีวิตและร่างกายเข้าไปเสี่ยงคุก เสี่ยงตาราง เขาไม่มีความกลัวเหลืออยู่แล้ว ดังนั้นผมเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้ไฟนี้มอดดับไป พูดอย่างตรงไปตรงมา หากวันหนึ่งรัฐเอาจริงขึ้นมา เราไม่มีทางสู้รัฐได้เลย แม้วิธีคิดของเยาวชนยังอยู่ แต่จะโดนบทขนยี้จนไม่สามารถแสดงออกได้เลย เหมือน 45 ปีที่แล้ว ที่ขบวนการนักศึกษาก้าวขึ้นไปสูงมาก แล้วถูกบดขยี้จนหายไปนานเลย ดังนั้นกลุ่มที่อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมดต้องช่วยกันทำให้ขบวนการรอบนี้เดินหน้าสู้ต่อไปได้ อย่าปล่อยให้เยาวชนสู้ตามลำพัง”

อย่างไรก็ตาม จากภาพที่ฉายมานั้น ทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า บุ๊ค ธนายุทธ ที่ออกมาเปิดรับระดมทุนให้กับกลุ่มทะลุแก๊ส ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่า เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มทะลุแก๊ซหรือไม่นั้น มีความเชื่อมโยงกับอดีตพรรคอนาคตใหม่ รวมไปถึงนายธนาธรและนายปิยบุตรหรือไม่ และนายธนาธรและนายปิยบุตร มีส่วนเกี่ยวอย่างไรกับกลุ่มทะลุแก๊ส

โดยกลุ่มทะลุแก๊สนั้น ที่ก่อความวุ่นวายบริเวณสาเหลี่ยมดินแดงนั้น ไม่ใช่เป็นการชุมนุมโดยปกติ ไม่ต้องมีการปราศรัย ไม่เคลื่อนขบวน รวมตัวกันมากพอเปิดฉากได้ทันที ทำให้สามเหลี่ยมดินแดงจึงกลายเป็นสถานที่ปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และยังส่งผลให้ป้อมตำรวจ รถตำรวจ ถูกทำลายเสียหายหลายรายการ