ความหวังปชช.! เปิดเส้นตาย “นายกฯ” ต้องยื่นศาลรธน.หยุดบัตร2ใบ หากเฉยต้องรับผิดชอบ?

1250

ความหวังปชช.! เปิดเส้นตาย “นายกฯ” ต้องยื่นศาลรธน.หยุดบัตร2ใบ หากเฉยต้องรับผิดชอบ?

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว หลังจากครบกำหนด 15 วันตามที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 จากที่ประชุมรัฐสภา โดยไม่มี ส.ส.เข้าชื่อขอส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ร่างรัฐธรรมนูญถึงมือนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีมีเวลาพิจารณาช่วงหนึ่งว่า จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ หรือไม่ ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ

ต่อมาทางด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้เข้ายื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินผ่านนายวทัญญู ทิพยมณฑา รองเลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาและส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีรัฐสภาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …)​ พ.ศ… เรื่องการเลือกตั้งจากบัตรหนึ่งใบไปสู่บัตรสองใบ อาจเป็นการทำลายสิทธิของประชาชนและเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้ง

โดยน.พ.วรงค์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องมายื่นขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขนั้นขัดหลักการเพราะตอนเสนอขอแก้ไขขอแค่ 2 มาตรา แต่มาลักไก่แก้ 3มาตราด้วยการเพิ่มการแก้ไขมาตรา 86 จึงเป็นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินกว่าหลักการ  ส่วนที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ คิดว่าคนจะแก้ไม่ได้ศึกษาเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 60 ที่เขียนไว้ชัดเจนว่าการเลือกตั้งในอดีตที่ใช้บัตรสองใบ ทำให้ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน แต่ไปทำหน้าที่ตัวแทนพรรคการเมือง เจ้าของพรรค และที่สำคัญคือทิ้งเสียงข้างน้อย คนชนะกินรวบ จึงแก้มาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม เพื่อให้ทุกคะแนนมีความหมาย

นอกจากนี้เมื่อมาเขียนเป็นรัฐธรรมนูญ 60 จะไม่ใช้คำว่าบัตรเลือกตั้งเพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดการบังคับให้มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ที่เหมือนกับการถอยหลังไปเป็น 10 ปี แต่จะใช้คำว่าคะแนน หรือคะแนนเสียง เพื่อเปิดช่องให้มีการใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆได้ในอนาคตโดยไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ  แต่ที่สำคัญการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา คือมาตรา 77 ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่าการจะแก้ไขกฎหมายใด ต้องรับฟังความเห็นประชาชน แต่รัฐสภากับลุกลี้ลุกลน ไม่เคยรับฟังความเห็นประชาชน แก้ไขรอบนี้แก้แบบยกเครื่อง ทำให้การนับคะแนนเลือกตั้งต่างจากเดิม บัตรใบเดียวที่เคยผ่านการสำรวจความคิดเห็นประชาชนสูงถึง 77.6 % การจะเปลี่ยนจากบัตรใบเดียวเป็นสองใบจึงต้องถามความเห็นประชาชน แต่ก็กลับไม่มีการสอบถาม

ในขณะที่ทางด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรอบเวลา 20 วัน ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ จะต้องยื่นทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ว่านายกรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนแยกไว้ต่างหากในมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เขียนโยงไปถึงขั้นตอนนำทูลเกล้าว่าเมื่อรอไว้ 15 วันแล้วก็ดำเนินการตามมาตรา 81 ซึ่งจะโยงไปถึงมาตรา 145 นายกรัฐมนตรีมีเวลา 20 วัน ซึ่งจะต้องนำทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน จะทำเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ทั้งนี้ นพ.ชลน่าน ยังกล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญใดที่จะไปตรวจสอบความชอบของร่างดังกล่าว แต่ที่จะตรวจสอบร่างได้ก็บัญญัติไว้เฉพาะในมาตรา 256 (9) เป็นหน้าที่ของ ส.ส.หรือ ส.ว. หรือ ส.ส.และ ส.ว.รวมรายชื่อหนึ่งในสิบยื่นตรวจสอบ และสามารถตรวจสอบได้ 2 เรื่องคือ 1.เรื่องที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 255 ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ และ 2.เรื่องการทำประชามติ ว่าจะต้องทำก่อนหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลายคนตั้งคำถามไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า จะดำเนินการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งมีระยะเวลาในการยื่น 20 วัน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 16 ตุลาคม 2564 ถ้าหากไม่มีการดำเนินการใดๆ แน่นอนว่า พรรคการเมืองที่จะได้ผลประโยชน์จากการเปลี่ยนเป็นระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็คือ พรรคเพื่อไทย ที่มีนายทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้สนับสนุน

ย้อนไปเมื่อการเลือกตั้งปี 2544 ที่มีการใช้ระบบการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนั้น มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ทั้งหมด 42,759,001 คน มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งจริงจำนวน 29,904,940 คน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 69.94 และผลการเลือกตั้งก็ปรากฏว่า พรรคไทยรักไทย ได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมกัน 248 คน ซึ่งมีจำนวนมากสุด

ต่อมาในการเลือกตั้ง ปี 2554 มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งออกมาใช้สิทธิ์ทั้งสิ้น 75.03% จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,921,682 คน พรรคที่ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย 15,744,190 คะแนน และรองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ 11,433,501 คะแนน โดยผู้ใช้สิทธิ์เลือกพรรคเพื่อไทย คิดเป็น 44.72% ของจำนวนผู้ที่ออกมาเลือกตั้งในปี 2554 ผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่ง 265 ที่ นับเป็นครั้งที่สองในรอบทศวรรษที่มีพรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ซึ่งนี่คือผลพวงมาจากการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ

แน่นอนว่า ถ้าหากมีการเปลี่ยนระบบใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทย มีโอกาสสูงที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และอาจจะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้นายทักษิณ ชินวัตร ได้กลับประเทศอย่างไร้มลทิน ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในส่วนนี้ด้วย