CEO สภาอุตฯ78%!?!หนุนเปิดประเทศปลายปี แนะทางรอดประเทศไทย หลังคลายล็อกดาวน์!?

276

สภาอุตฯหรือส.อ.ท.เปิดเผยผลสำรวจเอฟทีไอโพลล์ (FTI Poll) ครั้งที่ 10 จาก CEO Survey จำนวน 150 ท่านครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมและ 76 ส.อ.ท.จังหวัด พบส่วนใหญ่ 78% หนุนแผนรัฐเปิดประเทศเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้และผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาคือ การฉีดวัคซีน 2 เข็มให้แก่ประชาชนไม่ต่ำกว่า 70% และความเห็นส่วนใหญ่ 44.7% หนุนเปิดให้อยู่ในพื้นที่ Sandbox 14 วัน หากไม่พบเชื้อหลัง 14 วันสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ

 

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 10 ในเดือนกันยายน 2564 ภายใต้หัวข้อ “ภาคอุตสาหกรรมพร้อมเปิดประเทศแล้วหรือยัง?” พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแผนการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ โดยขอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายที่มีการผ่อนคลายกิจกรรมทางธุรกิจมากขึ้นและบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการพักชำระหนี้และหยุดคิดดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคเอกชน รวมทั้งการขยายระยะเวลาเคอร์ฟิวเพื่อให้ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจบันเทิงเปิดให้บริการได้ พร้อมแนะภาคเอกชนเร่งปรับ Business Model ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 150 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 10 จำนวน 7 คำถามซึ่งคือแนวทางในการดำเนินการ คือ 

  1. ท่านเห็นด้วยกับแผนการเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้หรือไม่ อันดับที่ 1 : เห็นด้วย 78.0% อันดับที่ 2 : ไม่เห็นด้วย 22.0%
  2. ปัจจัยใดที่ต้องนำมาพิจารณาในการเปิดประเทศ 

-อันดับที่ 1 : อัตราการฉีดวัคซีน 2 เข็มให้แก่ประชาชนไม่ต่ำกว่า 70% 86.0% 

-อันดับที่ 2 : มาตรการคัดกรอง ตรวจติดตามผู้เดินทางเข้าประเทศ 66.7% 

-อันดับที่ 3 : ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน 62.7%

-อันดับที่ 4 : ความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขในการรองรับผู้ติดเชื้อในแต่ละพื้นที่ 59.3%

  1. ภาครัฐควรดำเนินนโยบายการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และดูแลเศรษฐกิจอย่างไร อันดับที่ 1 : ผ่อนคลายภาคธุรกิจและบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคเท่าที่จำเป็น 73.3% อันดับที่ 2 : เข้มงวดในการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคทุกช่องทาง 14.0% อันดับที่ 3 : เร่งเปิดประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นสำคัญ 12.7%                                                                                  
  2. แนวทางการเปิดประเทศแบบใดที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน 

-อันดับที่ 1 : เปิดการท่องเที่ยว ให้อยู่ในพื้นที่ Sandbox 14 วัน หากไม่พบเชื้อหลัง 14 วันสามารถเดินทางได้ทั่วประเทศ 44.7% 

-อันดับที่ 2 : เปิดให้เดินทางได้ทั่วประเทศในรูปแบบการจับคู่ระหว่างประเทศ (Travel Bubble) โดยไม่ต้องกักตัว 26.0% 

-อันดับที่ 3 : เปิดเฉพาะพื้นที่ Sandbox เท่านั้น ห้ามออกนอกพื้นที่ 16.7% 

-อันดับที่ 4 : เปิดให้เดินทางได้ทั่วประเทศ แต่ต้องผ่านการกักตัวในสถานที่กักตัว 14 วัน 12.6%

  1. การเตรียมความพร้อมเปิดประเทศ รัฐควรให้ความสำคัญในเรื่องใด 

-อันดับที่ 1 : การเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนในพื้นที่ Sandbox 70.0% 

-อันดับที่ 2 : การสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน 69.3% 

-อันดับที่ 3 : ระบบสารสนเทศและเทคโนโลยีในการติดตามและเฝ้าระวังผู้เดินทางเข้าประเทศ 67.3% 

-อันดับที่ 4 : ความพร้อมในการตรวจเชื้อแบบ RT-PCR และการจัดหาชุดตรวจ Antigen Test Kit 63.3%

  1. หลังเปิดประเทศ รัฐควรมีการส่งเสริมอย่างไร 

-อันดับที่ 1 : พักชำระหนี้และหยุดคิดดอกเบี้ย สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เป็นระยะเวลา 6 เดือน 76.0% 

-อันดับที่ 2 : ขยายระยะเวลาเคอร์ฟิว และผ่อนผันให้ธุรกิจร้านอาหาร และธุรกิจบันเทิงเปิดให้บริการได้ 74.0% 

-อันดับที่ 3 : ออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสนับสนุนการจัดงาน Exhibition และการประชุมในประเทศ 54.0% 

-อันดับที่ 4 : ลดค่าน้ำ ค่าไฟ อุดหนุนค่าเช่า ให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง 50.7%

  1. ภาคอุตสาหกรรมควรเตรียมความพร้อมในการเปิดประเทศอย่างไร

-อันดับที่ 1 : ปรับ Business Model ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง 73.3% 

-อันดับที่ 2 : นำเทคโนโลยีและดิจิทัลมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ 71.3%

-อันดับที่ 3 : พัฒนาสินค้าและบริการที่ให้ความสำคัญด้านสุขอนามัย และการรับรองมาตรฐานด้านสุขอนามัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค 66.0% 

-อันดับที่ 4 : ปฏิบัติตามมาตรการ Bubble and Seal ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง 57.3%

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท.ยังได้คาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยภายหลังการเปิดประเทศ โดยส่วนใหญ่ มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป 81.6% รองลงมา เห็นว่าจะชะลอตัวต่อเนื่องจากแรงกดดันจากผลกระทบของโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจโลก 14.4% และสุดท้าย 4% คาดว่าจะฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19

ดูจากขอเสนอทางรอดประเทศไทยของสภาอุตฯนั้นเน้นไปที่การเปิดประเทศเปิดการท่องเที่ยว ที่มีทั้งเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และชวนคนไทยเที่ยวไทย ขณะที่สถานการณ์ การติดเชื้อโควิดของไทยเรายังอยู่ในลักษณะทรงตัว สลับกับลดลงยังวางใจไม่ได้เสียทีเดียว จากลักษณะการตรวจที่เปลี่ยนไป ทำให้ยอดการรายงานมันไม่บ่งบอกความจริงต่อสาธารณะ ซึ่งต้องคิด 2 ชั้น นำตัวเลขมาบวกกัน ถึงจะเห็นความจริงของผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน

ดังนั้น ถ้าหาก ศบค.จะเพิ่มมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อต้องเพิ่มขึ้นแน่ๆ ฉะนั้นมันต้องสมดุลระหว่างการผ่อนคลายกับการควบคุมโรค เพราะต้องยอมรับว่า ถ้าล็อกแน่นหนาเกิน ก็ไม่ไหวเศรษฐกิจจะดิ่งไปกว่านี้ ถ้าเปิดโดยไม่ระมัดระวังก็อาจมีปัญหากับชีวิตความปลอดภัยของประชาชน  โจทย์ยากแต่คนไทยต้องฝ่าไปได้เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน