เดือด!!ทูตเกาหลีเหนือฉีกหน้าเมกาที่UN!?!เฉ่งสหรัฐมีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดโลก ตั้งฐานทัพคุกคามคาบสมุทรเกาหลี

808

ทูตเกาหลีเหนือประจำสหประชาชาติขึ้นเวทีสหประชาชาติในนิวยอร์ค

คิม ซอง(Kim Song) เอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสมัชชาใหญ่ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเขาประณามซ้ำแล้วซ้ำอีกถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า  “นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์”  จากสหรัฐอเมริกาและ ประเทศพันธมิตร ต่อเปียงยางรวมทั้งการประจำการของฐานทัพทหารอเมริกันหลายพันนายในภาคใต้ของเกาหลีใต้

เขากล่าวว่า“นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือพบการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดในการคุกคามทางทหารต่อเรา”   โดยใช้ตัวย่อสำหรับชื่อทางการของประเทศของเขา นั่นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี

ไม่ใช่กองกำลังต่างชาติแม้แต่คนเดียว ไม่มีฐานทัพต่างประเทศเพียงแห่งเดียวในอาณาเขตของเกาหลีเหนือ แต่ในเกาหลีใต้ ทหารสหรัฐเกือบ 30,000 นายประจำการอยู่ที่ฐานทัพทหารหลายแห่ง โดยคงท่าทีทำสงครามเพื่อปฏิบัติการทางทหารต่อเกาหลีเหนือทุกเมื่อ

คิมกล่าวว่า เกาหลีเหนือไม่เคยซ้อมรบทางทหารแม้แต่ครั้งเดียวใกล้อาณาเขตของสหรัฐฯ วอชิงตันได้แสดง “การประท้วงทางทหารของเปียงยาง” เป็นประจำ  ได้เข้าร่วมซ้อมรบบนคาบสมุทรเกาหลีและในน่านน้ำเกาหลีร่วมกับรัฐบาลในกรุงโซลในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา 

ทูตยังระบุด้วยว่าในขณะที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติหลายประเทศ เชื่อว่าการเป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ เกิดขึ้นจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเพียงอย่างเดียว เขาโต้แย้งว่าข้อเท็จจริงคือ นโยบายที่เป็นปฏิปักษ์ของสหรัฐเริ่มต้นขึ้นมานานก่อนที่จะพัฒนานิวเคลียร์ที่เปียงยางผลิตขึ้นเอง เพราะสหรัฐคัดค้านที่เกาหลีเหนือไม่เลือกปกครองในแบบที่สหรัฐต้องการ

 

“ตั้งแต่วันแรกของการก่อตั้งเกาหลีเหนือ สหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของเรา ปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นรัฐศัตรู และแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อระบบสังคมนิยมที่ประชาชนของเราเลือกอย่างเปิดเผย”  คิมกล่าว

สหรัฐฯ ซึ่งมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีอาวุธหัวรบนิวเคลียรมากที่สุดในโลก วางตัวเป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์และเป็นปฏิปักษ์กับเกาหลีเหนือมากว่า 70 ปี นโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อเกาหลีเหนือไม่ได้เป็นนามธรรมเลย  เราต้องเผชิญภัยคุกคามทางทหารและการกระทำที่เป็นปรปักษ์จากสหรัฐฯในทุกๆวัน

การเปิดตัวขีปนาวุธล่าสุดเป็นการทดสอบอาวุธหลัก ที่ประสบความสำเร็จของรถไฟยิงจรวดขีปนาวุธ ที่พัฒนาขึ้นใหม่เพื่อใช้ในระยะยาว

ซึ่งก็ถูกประณามโดยวอชิงตัน ทั้งๆที่สหรัฐได้ดำเนินการซ้อมรบขนาดใหญ่กับเกาหลีใต้เป็นประจำ การฝึกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสหรัฐและเกาหลีใต้เป็นการยั่วยุและคุกคามโดยเนื้อแท้ และกล่าวว่าอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้เจรจาข้อตกลง ‘หยุดยิงเพื่อหยุดนิ่ง’ ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยตกลงที่สหรัฐฯจะหยุดการฝึกซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลี เพื่อแลกกับการหยุดการทดสอบอาวุธของเปียงยาง ข้อตกลงดังกล่าวก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็วเพราะไม่มีการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากปธน.โจ ไบเดนเข้ากุมบังเหียนสหรัฐฯ 

ก่อนหน้านี้  รี แทซอง รมว.ต่างประเทศเกาหลีเหนือแถลงตอบโต้ หลังจากปธน.เกาหลีใต้กล่าวสุนทรพจน์ในเวทีสหประชาชาติ เรียกร้องให้มีการประกาศยุติสงคราม 2 เกาหลีอย่างสมบูรณ์ว่า การยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการจะเป็น ‘ความคิดที่โง่เขลา’ไม่สอดคล้องความจริง เว้นแต่ว่าสหรัฐฯ จะล้มเลิกนโยบายที่เป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือเท่านั้น และย้ำว่าการยอมรับการยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการเป็นขั้นตอนที่จำเป็น แต่ข้อเท็จจริงทั้งหมดพิสูจน์ว่ายังไม่ถึงเวลาประกาศยุติการหยุดยิง

รีระบุว่า“ข้อเท็จจริงเหล่านั้นรวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป American Minuteman III โดยสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคม และการอนุมัติของวอชิงตันในการขายอาวุธให้กับพันธมิตรเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเคลื่อนไหวเหล่านั้นล้วนมุ่งเป้ามาที่เรา”

เปียงยางยัง“จับตาดูด้วยความระมัดระวัง”ต่อกรณีสนธิสัญญา AUKUS ฉบับใหม่ระหว่างสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย โดยมุ่งเป้าไปที่การติดอาวุธให้แคนเบอร์ราด้วยเรือดำน้ำที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเพิ่มอุณหภูมิการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคนี้อย่างชัดเจน