ประธาน “ไชน่า เอเวอร์แกรนด์” ไม่หนี?!?เปิดแผนชำระหนี้ มั่นใจพาบริษัทรอด

218

“สวี เจียหยิ่น” ประธาน ไชน่าเอเวอร์แกรนด์(China Evergrande) ส่งจดหมายภายในองค์กรยืนยันจะนำพาบริษัทรอดพ้นช่วงเวลายากลำบากไปได้และได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นว่าจะจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ตรงเวลา รวมมูลค่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายสวี เจียหยิ่น ประธาน บริษัทไชน่า เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับ2ของจีน ที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและมีภาระหนี้สินมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งเทียบเท่ากับ 2% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของจีน) ใกล้ครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 83.5 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 23 ก.ย. นี้  ได้ส่งจดหมายถึงพนักงานของบริษัท ยืนยันว่า บริษัทจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในขณะนี้ไปได้ด้วยดี และเขาเชื่อว่า การส่งมอบโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ จะดำเนินไปตามสัญญาอย่างแน่นอน 

จดหมายของนายสวี ซึ่งมีชื่อในภาษาจีนกวางตุ้งว่า Hui Ka Yan ยังระบุด้วยว่า เอเวอร์แกรนด์จะแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อบรรดาผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน หุ้นส่วน และสถาบันการเงินต่างๆที่เป็นผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เนื้อหาของจดหมายถึงพนักงานบริษัทซึ่งได้รับการรายงานโดยสื่อท้องถิ่นจีน ระบุชัดเจนว่า นายสวี เจียหยิ่น ประธานเอเวอร์แกรนด์ แสดงความมุ่งมั่นว่า บริษัทจะสามารถหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่มืดมนที่สุดนี้

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ปัญหาวิกฤตสภาพคล่องที่เอเวอร์แกรนด์กำลังเผชิญอยู่  บริษัทมีกำหนดต้องจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ของบริษัทถึง 2 งวดภายในเดือนนี้ คือ

-วันที่ 23 ก.ย. บริษัทมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์ของหุ้นกู้ที่มีกำหนดครบอายุเดือนมี.ค. 2565

-วันที่ 29 ก.ย. บริษัทมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 47.5 ล้านดอลลาร์ของหุ้นกู้ที่ครบอายุเดือนมี.ค. 2567

ล่าสุด Hengda Real Estate Group หนึ่งในเครือเอเวอร์แกรนด์ ได้ยื่นรายงานต่อตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น โดยระบุว่าบริษัทจะชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ตรงเวลาในวันพรุ่งนี้ (23 กันยายน) ซึ่งคิดเป็นวงเงินรวม 232 ล้านหยวน (35.88 ล้านดอลลาร์) ตามข้อมูลจาก Refinitiv

ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวที่ซื้อขายในตลาดหุ้นเซินเจิ้นนั้นจะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายน ปี 2568 และจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.8% 

อย่างไรก็ตาม Evergrande มีกำหนดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ต่างประเทศสกุลดอลลาร์จำนวน 83.53 ล้านดอลลาร์ ในวันพรุ่งนี้ (23 กันยายน) ด้วยเช่นเดียวกัน แต่รายงานที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้นนั้นไม่ได้ระบุถึงหุ้นกู้ต่างประเทศแต่อย่างใด

หากเอเวอร์แกรนด์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเมื่อถึงวันกำหนดชำระดังกล่าว ทางบริษัทจะมีเวลาอีก 30 วันในการชำระดอกเบี้ย มิฉะนั้นจะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ และหากเอเวอร์แกรนด์ตกอยู่ในสภาพผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ทางบริษัทจะต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งคาดว่านักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์จะได้รับส่วนแบ่งการชำระคืนในสัดส่วนที่ต่ำกว่าที่ลงทุนไป

ที่ผ่านมาการก่อสร้างสังหาริมทรัพย์ในเครือเอเวอร์แกรนด์หยุดชะงักไป โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า บริษัทมีโครงการที่มีการชำระเงินล่วงหน้าแล้ว มากกว่าหนึ่งล้านยูนิต แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลในหมู่นักลงทุนชาวจีนที่ทุ่มเงินซื้ออสังหาริมทรัพย์กันไปแล้ว

โดยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้รวมตัวกันประท้วงที่สำนักงานของบริษัทอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องคำตอบที่ชัดเจนจากบริษัท ตลอดจนต้องการให้ภาครัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ บริษัทได้ออกมายืนยันว่า การก่อสร้างจะเริ่มดำเนินการในปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน แต่นักลงทุนส่วนหนึ่งก็ยังคงไม่วางใจ 

ในด้านนักลงทุนขาใหญ่อย่าง เรย์ ดาลิโอ มหาเศรษฐีนักลงทุนผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีสินทรัพย์ในความครอบครองกว่า 15,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีวิฤตหนี้ของ Evergrande ระหว่างให้สัมภาษณ์กับทาง Bloomberg ว่า วิกฤตหนี้ของ Evergrande Group ทั้งหมดยังอยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้ โดยระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของจีนจะได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดี เพียงแต่เจ้าหนี้ของ Evergrande น่าจะต้องแบกรับความเจ็บปวดเอาไว้บ้าง

โดยดาลิโอแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจีนจะไม่ยอมปล่อยให้เศรษฐกิจทั้งประเทศล้มลงแน่นอน อีกทั้งจีนยังมีความได้เปรียบตรงที่มีอำนาจในการกำกับดูแลอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งหมายรวมถึงสกุลเงินหยวน ทำให้จีนสามารถควบคุมผลกระทบของวิกฤตหนี้ Evergrande ไม่ให้กระจายตัวในวงกว้างได้

ความเห็นดังกล่าวของดาลิโอสอดคล้องกับ ลอเรนซ์ บูน หัวหน้านักวิเคราะห์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ระบุว่า จีนมีความสามารถด้านการเงินและการคลังในการบรรเทาภาวะตื่นตระหนกของตลาด ซึ่งจะช่วยจำกัดผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงกว้าง ทำให้มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว