ฝรั่งเศสแค้น!!เรียกทูตกลับทั้งสหรัฐ-ออสซี่ ฐานฉีกสัญญาซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์ รวมหัวตั้งไตรภาคี AUKUS

868

การหักหลังต่อฝรั่งเศสอย่างน่าทึ่งโดยสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเกี่ยวกับการยึดสัญญาว่าจะสร้างอาวุธติดพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ในยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบแรงกับความสัมพันธ์กับพันธมิตรเก่าแก่อย่างฝรั่งเศสอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แค้นจัดสั่งเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐและออสเตรเลีย เดินทางกลับ “เป็นการด่วน” จากกรณีรัฐบาลออสเตรเลียยกเลิกข้อตกลงเรือดำน้ำนิวเคลียร์กับฝรั่งเศส พร้อมเข้าร่วมตั้งกลุ่มไตรภาคีต้านจีนในชื่อ ออคัส:AUKUS เป็นการกระทบผลประโยชน์ฝรั่งเศสโดยตรงอย่างไม่ใช่วิสัยของพันธมิตร ด้านกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสฟาดแรง “แทงข้างหลังกันชัดๆ”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกระหึ่มวันนี้ วันที่ 18 ก.ย.2564 ว่ากระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า “เนื่องด้วย สถานการณ์ตึงเครียดที่ดำเนินอยู่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง มีคำสั่งให้เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสหรัฐ และเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำออสเตรเลีย เดินทางกลับกรุงปารีสเป็นการด่วน “เพื่อการปรึกษาหารือ”

ปฏิกิริยาแรกของมาครงคือยกเลิกงานกาล่าดินเนอร์ที่สถานทูตฝรั่งเศสในกรุงวอชิงตัน ซึ่งกำหนดไว้สำหรับวันครบรอบ 240 ปีของการรบทางเรือที่ช่วยให้ชนะสงครามอิสรภาพของสหรัฐฯ

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ปารีสไม่เพียงแต่ถูกตัดออกจากกลุ่มพันธมิตรตะวันตกของสหรัฐฯ แต่ยังสูญเสียสัญญาในการจัดหาเรือดำน้ำขับเคลื่อนนิวเคลียรค์กับออสเตรเลีย ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 66 พันล้านดอลลาร์ รัฐบาลฝรั่งเศสถือหุ้นใหญ่ในบริษัท Naval Group ซึ่งเดินเรื่องตามสัญญาเก่าตั้งแต่ปี 2516 เรียกว่าผลประโยชน์ขัดกันแบบไม่ไว้หน้าไม่กลัวเสียพันธมิตรแต่อย่างใด

การจัดหาเรือดำน้ำที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้กับเมืองแคนเบอร์รา จะทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศที่7 ในโลกที่มีเรือดำนำนิวเคลียร์ ทั้งๆเป็นประเทศเดียวที่ไม่มีคลังแสงนิวเคลียร์ของตนเอง

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน และกรุงแคนเบอร์รา ออกแถลงการณ์ “เสียใจเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการตัดสินใจดังกล่าวของฝรั่งเศส โดยในส่วนของสหรัฐขอยืนยันว่า รัฐบาลปารีส “คือพันธมิตรที่สำคัญ” และสหรัฐ “ให้คุณค่าสูงสุด” กับทุกพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ 

ดานนางมาริส เพย์น รมว.กระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย ยืนยันว่า ฝรั่งเศส “คือพันธมิตรที่มีค่าแต่รัฐบาลแคนเบอร์รายอมรับการตัดสินใจ ของรัฐบาลปารีส”

ต่อมา นายฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยง รมว.กระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส ตอบกลับทันทีว่า การที่ออสเตรเลียยุติความร่วมมือพัฒนาและสร้างเรือดำน้ำร่วมกับฝรั่งเศสอย่างกะทันหัน  แต่กลับไปจับมือรวมกลุ่มออคัสทำข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับสหรัฐ เพื่อขยายโอกาสด้านนโยบายนิวเคลียร์ ส่งผลกระทบต่อฝรั่งเศสโดยตรงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ 

ทั้งนี้ เลอ ดริยง เพิ่งกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประณามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีเรือดำน้ำ ที่ออสเตรเลียจะได้รับความสนับสนุนจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร “เป็นการแทงข้างหลัง” และการดำเนินการแบบนี้ “ไม่ใช้วิสัยของพันธมิตร” พร้อมทั้งเปรียบเทียบประธานาธิบดีโจ ไบเดน “ทำตัวไม่ต่างจากทรัมป์” ผู้นำสหรัฐคนก่อนหน้า

นอกจากนี้ เลอ ดริยง เปิดเผยด้วยว่า ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนที่สหรัฐประกาศการตั้งพันธมิตรร่วมกับสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย ในนาม “ออคัส:AUKUS” กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลีย ยืนยันหนักแน่นกับฝรั่งเศส ว่าข้อตกลงสร้าง “กองเรือดำน้ำ” มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.3 ล้านล้านบาท ) จะเดินหน้าต่อไปโดยไม่มีอุปสรรค หลังลงนามร่วมกันเมื่อปี 2559 และกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำลำแรกจากทั้งหมด 12 ลำ คือภายในปี 2570

อนึ่ง สหราชอาณาจักรยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลปารีสให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าฝรั่งเศสมองการที่รัฐบาลลอนดอนเข้าร่วมกลุ่มออคัส “เป็นการฉวยโอกาส”  แต่ “ยังไม่มีความจำเป็น” ที่จะต้องเชิญเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร “พบหารือ”

หลังรัฐบาลฝรั่งเศสออกมาโวยวายว่าออสเตรเลียฉีกสัญญาโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า นายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน แห่งออสเตรเลียแถลงว่า เคยบอกให้ปธน.เอมมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสรับทราบตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา  ว่าอาจจะยกเลิกข้อตกลงสั่งซื้อเรือดำน้ำที่ทำไว้กับบริษัทฝรั่งเศสเมื่อปี 2016