โทนี่รู้ที่สหรัฐมีคนวิจารณ์สถาบันไทย ลั่นผมมีเรื่องกับบริวารวัง ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว

775

จากที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นักโทษหนีคุก ได้โพสต์ทวิตเตอร์  Thaksin Shinawatra @ThaksinLive มีเรื่องมาเล่ากันถึงเบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49 ต่อด้วยการเมืองเน่าๆ ในปัจจุบัน อนาคตเด็กไทยอยู่ตรงไหน?

ต่อมาช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ของวันที่ 14 กันยายน 2564  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ โทนี่ วู้ดซัม (Tony Woodsome) ร่วมพูดคุยผ่านรายการ CareTalk x CareClubHouse ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของการเมืองไทย – แล้วอนาคตของเยาวชนไทยจะเป็นอย่างไร” ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วงที่น่าสนใจว่า

“เหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 นั้นต้องว่าตัวเองก่อนว่าเป็นคนซื่อบื้อ แม่ผมเตือนเสมอว่าแม้จะมีความฉลาด ไหวพริบดี แต่ซื่อ เพราะโตมาจากต่างจังหวัด พอมาอยู่กรุงเทพก็อยู่โรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งอยู่ในกรอบ เมื่อเรียนจบก็ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทและปริญญาเอกที่อเมริกา ดังนั้น การที่จะได้เรียนรู้สังคมอีลิท หรือสังคมคนในวัง ไม่มีเลย มาเข้าใจอีกทีก็เมื่อลี้ภัยอยู่ต่างประเทศแล้ว”

ทั้งนี้ โทนี่ ยังเล่าย้อนไปสมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุขแห่งรัฐ นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีผู้บังคับบัญชาคือประมุขแห่งรัฐ ซึ่งนอกจากการเคารพในฐานะเป็นในหลวงของเราแล้ว ยังเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชาด้วย

“มีอยู่ครั้งหนึ่งหมอคนหนึ่งที่ถวายการรักษาพระเจ้าอยู่หัว มาบอกว่าจะทำอย่างไรดี อยากให้พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงออกกำลัง ไม่อย่างนั้นจะเดินไม่ได้ และตอนนั้นก็พอดีใกล้จะครบ 60 ปีของการขึ้นครองราชย์ ตนก็เลยไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอจัดงานฉลอง 60 ปีที่ทรงครองราช ตั้งใจจะเชิญพระมหากษัตริย์ทั่วโลกมาร่วมงาน ซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งว่า เขาจะมากันหรือ เพราะตอน 50 ปีก็มีควีน อลิซาเบธ เสด็จมาหลังจากพิธีแล้วหลายเดือน

ผมก็เลยกราบบังคมทูลว่ามีความมั่นใจว่าอย่างน้อย 10 พระองค์มาได้ เพราะได้คุยแล้ว ที่สุดแล้วปรากฏว่ามาทั้งหมด 26 พระองค์จากที่ทั่วโลกมีพระมหากษัตริย์ 29 พระองค์รวมไทย ท่านก็เลยรับสั่งว่า อย่างนั้นฉันต้องออกกำลัง เพราะวันนั้นฉันต้องแข็งแรงเป็นพิเศษ กระทั่งวันที่ 22 มิ.ย.ซึ่งจะมีงานเลี้ยงใหญ่ ท่านทรงแข็งแรงจริงๆ

การดำเนินการครั้งนั้นรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ โดยได้เชิญแขกจากทั่วโลก แล้วในงานกองพิธีการของกระทรวงการต่างประเทศและสำนักพระราชวัง ได้กำหนดให้ผมยืนอยู่ข้างล่าง เพื่อรับแขก ซึ่งคนไม่รู้ ดูเหมือนกับว่าผมไปแย่งรับแขกของพระเจ้าอยู่หัว เพราะผมเป็นเจ้าภาพ และเขาสั่งให้ผมไปยืนอยู่ตรงนั้น ผมก็ไม่รู้เรื่อง ผมทำตามเจ้าหน้าที่บอก และด้วยความที่ผมเดินทางเยอะ ก็รู้จักคนเยอะ ก็ได้ทักทายกัน การเป็นเพื่อนเป็นฝูงกับกษัตริย์ต่างประเทศมันมีอยู่ เจอกันก็ทักทายกันเอง แต่ก็มีคนไปหาว่าผมไปโชว์ดีล ซึ่งเป็นเรื่องของคนในรอบวังอาจจะเข้าใจผมผิด แต่ไม่ใช่พระเจ้าอยู่หัว”

นอกจากนี้ โทนี่ ยังเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนรัฐประหารว่า มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The King Never Smiles เขียนโดย Paul Handley ซึ่งผมไม่รู้จักเลย เขาเขียนวิจารณ์พระเจ้าอยู่หัวของเรา มีคนเอาหนังสือเล่มนี้มาบอกว่าผมเป็นสปอนเซอร์ ทั้งที่ผมยังไม่รู้จักคนเขียนเลย กระทั่งตอนหลังมาสืบทราบว่า หนังสือดังกล่าวพิมพ์ที่โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เคยเป็นศิษย์เก่า เราก็เลยไปขอร้องสหรัฐอเมริกาว่า งานพระเจ้าอยู่หัวจะมีในเดือน มิ.ย. ขออย่าพึ่งออกหนังสือนั้นก่อน ซึ่งเขาก็ทำให้ แต่จะบอกให้เขาไม่ออกหนังสือคงทำไม่ได้ เพราะประเทศเขาเป็นเสรีภาพ และจนที่สุดหนังสือดังกล่าวมาออกในเดือน ก.ค.

“เมื่อผมได้ 377 เสียง เริ่มมีปัญหา มีคนไปปล่อยข่าวผมเรื่องวังสารพัด ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศ มีความพยายามลอบฆ่าผมหลายครั้ง เช่น คาร์บอมบ์ที่สะพานซังฮี้ ก่อนเดินทางไปสหรัฐฯ ผมได้เขียนประกาศสภาวะฉุกเฉินไว้แล้วอยู่ที่ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ ดร.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกฯ และยังได้เซ็นลงนามไว้เรียบร้อยแล้ว และเมื่อเห็นว่าท่าไม่ดี ก็จะให้ประกาศ เพราะวันนั้นมีการประชุมคณะรัฐมนตรี ดูแล้วอาการไม่ค่อยดี

คนของผม 2 คน ไปตามหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา วันนั้นรัฐมนตรีกลาโหมของผมถูกพาไปซ่อนที่ไหนก็ไม่รู้ 2 คนนี้ก็ไม่กล้าตัดสินใจ ก็เลยช้าไป ไปประกาศได้ครึ่งเดียว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ถูกจี้ เขาก็ปิดทีวีช่อง 9 เลยไม่ได้อ่าน ทำให้เราประกาศสภาวะฉุกเฉินไม่ทัน

พอผมโดนปฏิวัติ ก็เลยขาดการสั่งการในทางนี้ ผมจะขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยไม่ได้ เพราะถ้าผมกลับมา สนุกแน่ แต่เครื่องบินการบินไทยถูกล็อกไว้ก่อน จนกระทั่งตอนหลังผมแจ้งบินไปอังกฤษ”

อย่างไรก็ตาม โทนี่ กล่าวอีกว่า “ตอนที่เดินสาย สื่อก็ตีผมอย่างหนัก จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้เจอลูกของเจ้าของสื่อ ก็เลยถามว่าทำไมพ่อถึงตีอาหนักขนาดนี้ เขาก็ตอบว่า เขาถามพ่อแล้วพ่อบอกว่า มีผู้ใหญ่จากทางวังมาทานข้าวกับพ่อ แล้วบอกว่าวังไม่เอาแล้ว ผมก็บอกว่าวังไหน  เขาก็ย้ำว่าวังไม่เอาแล้ว ก็เลยต้องตีต้องไล่ออกไป นี่คือกลไกของสื่อไทย แต่ทั้งหมดผมคิดว่าผมมีเรื่องกับบริวารรอบวังไม่ใช่กับพระเจ้าอยู่หัว ผมมีความเป็นนักเลงจบเป็นจบ”