“อดีตรองอธิการมธ.” ชี้สามนิ้วตรรกะป่วย!? ปิดปาก เลิกแขวะ “ธรรมนัส” ยกเป็นคนดี หลังรู้ล้มนายกฯ?

1022

“อดีตรองอธิการมธ.” ชี้สามนิ้วตรรกะป่วย!? ปิดปาก เลิกแขวะ “ธรรมนัส” ยกเป็นคนดี หลังรู้ล้มนายกฯ?

จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (12 กันายน 2564) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความถึงกรณีของพฤติกรรมของก๊วนสามนิ้ว ถึงร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ หลังจากที่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามจะล้มนายกรัฐมนตรี ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ สามนิ้วมีพฤติกรรมโจมตีมาโดยตลอด โดยระบุข้อความว่า

แปลกแต่จริง ตอน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็ไปขุดคุ้ยประวัติหาความด่างพร้อยกันยกใหญ่ ว่าติดคุกที่ออสเตรเลีย เพราะค้ายาเสพติดบ้าง เคยต้องคดีฆ่าคนตายบ้าง เป็นพวกรักร่วมเพศบ้าง จากนั้นก็แขวะเขาตลอดว่าค้าแป้ง ไม่เคยว่างเว้น พูดตามจริง ร.อ.ธรรมนัส ก็พยายามอธิบายชี้แจง แต่จะชี้แจงอย่างไร ก็ไม่เคยทำให้สังคมโดยรวมหมดความคลางแคลงใจไปได้เลย
ทันทีที่รู้ว่า ร.อ.ธรรมนัส พยายามล้มลุงตู่ จากนั้นถูกปลด และลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ทันทีทันใด ฝ่ายที่เคยขุดคุ้ยก็กลับลำ ข้อกล่าวหาทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น ร.อ.ธรรมนัส ก็กลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาอย่างฉับพลัน สิ่งที่แล้วมาล้วนผ่านไปแล้ว ขณะนี้เป็นคนดีแล้ว จบ
นี่คือลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่ม 3 นิ้ว คือ มีความภูมิใจเหลือเกินว่าตัวเองเป็น 3 นิ้ว ไปไหนก็ยกมือชู 3 นิ้ว ใครชู 3 นิ้ว ทำอะไรล้วนไม่ผิด ละเมิดผู้อื่นก็ไม่ผิด ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่ผิด ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ผิด กฎหมายต่างหากที่ผิด คนไม่ผิด เผาป้อม เผารถ ก็ไม่ผิด ถือเป็นการแสดงออกแบบสันติอย่างหนึ่ง เพราะไม่ได้ทำร้ายคน แต่พอมีตำรวจบาดเจ็บ ต่างพากันเงียบ ถ้าม็อบบาดเจ็บ ตำรวจผิดทันที ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด ล่าสุดม็อบตกลงมาจากที่สูง ก็ถล่มกันว่า ตำรวจถีบลงมา สุดท้ายคือหนีตำรวจแล้วตกลงมาเอง
ส่วนพวกที่ไม่ใช่ 3 นิ้ว ทำอะไรก็ผิดทั้งสิ้น ไม่โจมตี sinovac ก็ผิด ไม่อวย pfizer ก็ผิด ยกย่อง เชิดชูพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ยังผิด ผู้ออกแบบชุดของ Lalisa แม้สวยทำได้สวยก็ไม่ชม เพราะว่าเขาเป็นสลิ่ม ใช้พื้นที่ใน social media เพื่อถล่มฝ่ายตรงข้ามกันแบบไม่ต้องยั้ง ไม่ต้องใช้ตรรกะ เหตุผล รู้จริงหรือไมรู้จริงก็ด่าไว้ก่อน ที่น่าหดหู่คือ ไม่ยับยั้งชั่งใจแม้กระทั่งกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่พวกเขาเรียกว่า “สลิ่ม”เคารพนับถือ และจงรักภักดี
แถลงการณ์ล่าสุดของสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ออกมาประณามตำรวจที่ปราบม็อบทะลุแก๊ส เป็นเครื่องยืนยัน เพราะในแถลงการณ์ นอกจากใช้คำหยาบแล้ว ในเนื้อความ มีแต่ตำรวจเท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง ม็อบทำอะไรมองไม่เห็นทั้งสิ้น ไม่มีทั้งสิ้น ตำรวจบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เห็น ทั้งที่คนที่มีใจเป็นธรรมทั้งประเทศเขามองเห็น เอกสารชิ้นนี้จึงไม่สมควรที่จะมีตราธรรมจักรอยู่บนหัวกระดาษเลย เพราะไม่ให้ความจริงทั้ง 2 ด้าน ทั้งยังให้ข้อมูลเท็จ และใช้คำหยาบคายอย่างไม่น่าให้อภัย ผิดวิสัยของคนธรรมศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันในสังคมไทยมาช้านาน
ความจริงปรากฏการณ์เช่นนี้ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อย่างที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า “tribalism” เพียงแต่ขณะนี้ประเทศเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นี้ทุกวัน ตลอดเวลา และไม่มีทีท่าจะลดน้อยถอยลงได้เลย
ยิ่งการเข้าถึง social media ทำได้สะดวกง่ายดาย ปรากฏการณ์เช่นนี้ ยิ่งนานวัน จะยิ่งกัดกร่อนความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันระหว่างเพื่อน ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน คนในสถาบันเดียวกัน กระทั่งคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสังคมไทยของเราอย่างเหลือคณา
ดังที่ Umberto Eco นักคิด นักเขียน นักปรัชญา ชาวอิตาเลียน ผู้ล่วงลับได้เคยกล่าวเกี่ยวกับ social media ไว้ว่า
“Social media gives legions of idiots the right to speak when they once only spoke at a bar after a glass of wine, without harming the community …….. but now they have the same right to speak as a Nobel Prize winner. It’s the invasion of the idiots.”
ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า
” โซเชียล มีเดีย ให้สิทธิแก่กองทัพคนโง่เขลาได้พูด ในขณะที่เมื่อก่อนพวกเขาเพียงพูดกันในบาร์ หลังการดื่มไวน์สักแก้ว โดยไม่ได้เป็นอันตรายต่อสังคมแต่อย่างใด…….. แต่เดี๋ยวนี้พวกเขากลับได้สิทธิที่จะพูดเท่าๆกับผู้ที่ชนะได้รางวัลโนเบล มันเป็นการรุกรานของเหล่าคนโง่เขลาโดยแท้”
ย้อนไปก่อนหน้านี้ เมื่อปีพ.ศ.2536 ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าไปพัวพันกับการลักลอบค้ายาที่ออสเตรเลีย และศาลก็ได้สั่งจำคุกร.อ.ธรรมนัสเป็นเวลา 4 ปี ที่ออสเตรเลีย และหลังถูกปล่อยตัว ในวันที่ 15 เมษายน 1993 ได้เนรเทศกลับไทยทันที และก็ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณเป็นจำนวนมาก เมื่อ ฝ่ายสาวนิ้ว ได้นำเรื่องนี้มาโจมตี และมีการตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าสมควรหรือไม่ ที่จะให้ร.อ.ธรรมนัสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป
ต่อมา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายธีรัจชัย พันธุมาส ส.ส.อดีตอนาคตใหม่ ได้โจมตี ร.อ.ธรรมนัส เกี่วกับประเด็นยาเสพติด แต่ร.อ.ธรรมนัสตอบโต้กลับว่า “สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบยาเสพติดของรัฐนิวเซาท์เวลส์อ้างว่าเป็นเฮโรอีน 3.2 กิโลกรัมนั้น มันคือแป้ง” ซึ่งทำให้วลี มันคือแป้ง กลายเป็นวลีเด็ดที่ใช้โจมตี ร.อ.ธรรมนัส
ต่อมา วันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ส.ส.พรรคก้าวไกลจำนวน 54 รายชื่อ ยื่นเรื่องถอดถอน ร.อ.ธรรมนัส ว่าขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรี โดยอ้างอิงจากรัฐธรรมนูญมาตรา 160 วรรค 6 ที่ระบุว่า บุคคลใดก็ตามจะไม่มีสิทธิ์เป็นรัฐมนตรีถ้าเคยทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 64 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ขาดคุณสมบัติส.ส.-รัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า ร.อ.ธรรมนัสต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ก็เป็นของศาลแขวงเครือรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ไม่ใช่ศาลไทย จึงไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายไทย ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่ถูกสาวนิ้วนำมาโจมตีอีกครั้งในโลกโซเชียล
นอกจากนี้ ในปี 2541 ที่ร.อ.ธรรมนัส ไปเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรม นายพูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ โดยคดีนี้ ธรรมนัสโดนออกหมายจับร่วมกับพวกอีก 3 คน รัฐบาลจึงมีคำสั่งให้ถอดยศ เนื่องจากประพฤติตนไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตามหลังจากธรรมนัส ติดคุกอยู่ระยะหนึ่ง การสืบคดีเสร็จสิ้น ปรากฎว่าศาลสั่งยกฟ้อง เขาจึงออกจากเรือนจำโดยไม่มีคดีติดตัว ซึ่งทำให้แนวร่วมสามนิ้ว ได้เอาคดีนี้มาโจมตี ร.อ.ธรรมนัสอยู่เรื่อยๆ