ย้อนคดีพิชิตทนายทักษิณ หิ้วถุงขนม2ล้าน ติดคุก-ถูกลบชื่อ! เพื่อไทยรู้ยังนี่เรื่องจริง

1260

จากที่ วิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อ้างนายกฯแจกเงิน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการลงคะแนนโหวตไว้วางใจ ต่อมาไทกร พลสุวรรณ ออกมาขยายความพาดพิงไปถึงเจ้าสัวพลังงาน โดยอ้างใช้เงินถึงพันล้านในเรื่องดังกล่าวนี้???

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างอารมณ์ดี โดย หัวเราะร่วน เมื่อถามว่าจะมีการแจ้งความหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็เป็นการพูดในสภาก็พูดไป ผมคุยกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภา แล้วบอกว่าไม่มีอะไร

“ขออย่าไปออกข่าวอะไรที่เสียหาย เราก็บอกท่านชวนให้ตรวจสอบ ว่ามีอะไรหรือไม่แต่ท่านชวนบอกว่า มันมีกล้องอยู่แล้ว มันไม่มีใครไปทำอะไรหรอกมันทำไม่ได้ ผมไม่ใช่คนแบบนั้น ทุกคนมาทักทายผม มาคารวะ เพราะไม่ได้เจอกับเขา ก็มาให้กำลังใจให้นายกฯ ผมไม่ทำบ้าๆบอๆ แบบนั้น ผมไม่ทำถุงขนม อยู่แล้ว”

นั่นเองที่ทำให้นึกย้อนถึงคดีถุงขนมที่พลเอกปนระยุทธ์ พูดถึง ซึ่งทีมข่าวเดอะทรูธ จะพาไปดูเหตุการณ์นี้อีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 เวลาประมาณ 12.30 น.ได้มีอดีตทนายความของนักการเมืองคนหนึ่ง มายื่นคำร้องและยื่นถุงขนมให้เจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดดู ก็พบเงินสดจึงสอบถามว่ามีความประสงค์อย่างไร อดีตทนายความตอบว่า “เอาไปแบ่งๆ กัน” เจ้าหน้าที่จึงรายงานผู้บังคับบัญชาและผู้พิพากษาทราบ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ขณะนั้นมีผู้พิพากษาคนหนึ่งเดินผ่านมาจึงสอบถามเบื้องต้นแล้วให้ถ่ายภาพธนบัตรกับถุงขนมหูหิ้วไว้ ก่อนส่งเงินคืนแล้วให้กลับไปได้ จากนั้นประธานศาลฎีกา องค์คณะผู้พิพากษาขึ้นมาทำการไต่สวน จนในที่สุดความจริงก็ปรากฏ นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ,น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นผู้หิ้วถุงขนม 2 ล้าน

ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2551 ศาลฎีกาตัดสินลงโทษให้ 3 ทนาย จำคุก 6 เดือน ไม่ต้องรอลงอาญา ฐานละเมิดอำนาจศาล หิ้วเงินสด 2 ล้าน จูงใจเจ้าหน้าที่ศาล พร้อมชี้เป็นพฤติการณ์อุกอาจท้าทายศาลสูงสุดของประเทศ หวังประโยชน์เชื่อมโยงคดีที่ดินรัชดา สมควรลงโทษสถานหนักไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แจ้งความข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานอีกกระทง

แต่สำหรับข้อหาติดสินบนเจ้าพนักงานอยู่อีกคดี ตำรวจส่งสำนวนไม่ฟ้อง 3 ทนายความ ติดสินบนให้กับพนักงานอัยการ ทำให้ ต้องดูว่าทางสภาทนายความจะพิจารณาโทษกับการกระทำของ 3 ทนายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งโทษของการทำผิดมรรยาท คือ ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเป็นเวลา 5 ปี

30 พฤษภาคม 2557  ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีที่ นายพิชิต ชื่นบาน อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับ น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ ยื่นฟ้อง สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ และ คณะกรรมการสภาทนายความ เป็นผู้ฟ้องที่ 1-2 กรณีที่ผู้ถูกฟ้องทั้ง 2 ได้มีคำสั่งชี้ขาด ยืนตามคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความลงโทษผู้ฟ้องให้ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ

โดยศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ที่ถูก ศาลฎีกามีคำสั่งลงโทษจำคุก 6 เดือนกรณี เข้าไปส่วนกับกรณีการนำเงิน 2 ล้านบาทใส่ถุงกระดาษไปมอบให้กับ หม่อมหลวง ฐิติพงศ์ ชุมพูนุท นิติกร 5 และเจ้าหน้าที่ในศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อปี 53 ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 มีพฤติกรรมไม่เรียบร้อยบริเวณศาลเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และแม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 ไม่ได้ประพฤติ ผิดมารยาททนายความ

“การที่คณะกรรมการมรรยาททนายความและคณะกรรมการสภาทนายความได้มีคำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 และให้ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความจึงเป็นการใช้ดุลพินิจมีคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเหมาะกับพฤติการณ์ในการกระทำผิดไม่ได้เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนแห่งการกระทำความผิด

ประกอบกับอำนาจในการวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำการละเมิดอำนาจศาลโดยเฉพาะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใด ที่ให้อำนาจองค์กรอื่นมาตรวจสอบทบทวนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาได้ เมื่อการกระทำของผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 เป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายอำนาจศาล ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงอำนาจศาลจึงเป็นพฤติกรรมที่ผิดมารยาททนายความอย่างร้ายแรง

 

ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ อีกทั้งความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลก็ไม่ใช้ความผิดอาญา และความผิดอาญาตามาตรา144 ของ ประมวลกฎหมายอาญา พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว การลงโทษลบชื่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 ออกจากทะเบียนทนายความเป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง”