ดีเดย์รัฐเก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ!?! ปั้มรายได้เข้ารัฐ 5,000 ล้าน เฟซบุ๊ก-ยูทูปฯไม่รอด!

945

ดีเดย์แล้วเก็บ”ภาษีอี-เซอร์วิส” เริ่ม 1 ก.ย.ที่ผ่านมา บรรดาแพลตฟอร์มดิจิทัลและออนไลน์ต่างประเทศโดนเก็บภาษีบ้าง หลังจากที่หลายปีที่ผ่านมากวาดกำไรกลับประเทศตัวเองไปมากโข คาดปั้มรายได้เข้ารัฐอีก 5,000 ล้านบาท

ภาษีอี-เซอร์วิส (e-Service)คืออะไร?

กรมสรรพากรจะเป็นผู้เก็บภาษีในรูป VAT หรือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่จะเรียกเก็บจาก “บริการอิเล็กทรอนิกส์” และ “อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม” ที่ให้ดีบริการจากต่างประเทศ ไม่ได้จดทะเบียนในไทย ง่ายๆ ก็บรรดาโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่เราใช้กันอย่าง เฟซบุ๊ก (Facebook), กูเกิล (Google), ยูทูบ (YouTube) และเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) นั่นเอง

โดยการเรียกเก็บในครั้งนี้ จะคำนวณจาก “ภาษีขาย” ไม่ได้หักภาษีซื้อ

ในหลายปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์และโฆษณาดิจิทัลสะพัดมหาศาล มูลค่าเป็นหมื่นๆ ล้าน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นทุกๆ ปี โดยปี 2563 จากการประมาณการณ์ของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย มองว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) จะครองเม็ดเงินสูงสุด ราว 7,000 ล้านบาท รองลงมา คือ ยูทูบ (YouTube) กว่า 4,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ไฮเท็คเหล่านี้โกยเงินกลับบ้านที่ประเทศต้นทางหมด

 “แพลตฟอร์มดิจิทัล” จากต่างประเทศเหล่านี้ ช่วยสร้างความบันเทิงและเป็นประโยชน์ในการใช้งานให้กับเรา แต่อีกแง่หนึ่งกลับส่งผลกระทบหลายด้าน

  1. ความไม่เป็นธรรมในการเสียภาษี
  2. ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในการแข่งขัน
  3. ไทยสูญเสียรายได้ภาษี

และ 4. ข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลการซื้อขายสินค้า-บริการ

เมื่อมีการจัดเก็บ “ภาษีอี-เซอร์วิส” (e-Service) ในครั้งนี้ ย่อมมีคนได้ประโยชน์และคนเสียประโยชน์ โดย “คนได้” ก็หนีไม่พ้นหน่วยงานจัดเก็บภาษี หรือก็คือ “กรมสรรพากร”

ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ก็คาดว่า เมื่อการจัดเก็บ “ภาษีอี-เซอร์วิส” มีผลใช้บังคับแล้ว ในไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2564 จะมีรายได้เข้ามาโดยจากการประเมินอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท 

ผู้มีส่วนได้ประโยชน์อื่นๆอีกก็คือ ผู้ประกอบการไทยที่ขายสินค้าและบริการออนไลน์ และผู้ประกอบการต่างชาติที่จดทะเบียนภาษีในไทย

“คนเสียประโยชน์” แน่ๆ ก็คือ บรรดาขาใหญ่ผู้ประกอบการต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีในไทย หรือก็พวกเฟซบุ๊ก (Facebook), กูเกิล (Google), ยูทูบ (YouTube), เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ทั้งหลาย ที่ต้องแบกภาระเพิ่มขึ้นในการเสียภาษีตรงนี้ และนั่นก็อาจส่งผลให้มี “คนเสีย” เพิ่มขึ้น นั่นก็คือ “ผู้บริโภคในไทย” นั่นเอง ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะผลักภาระ “ภาษีอี-เซอร์วิส” ตรงนี้ให้แก่ผู้ใช้ก็อาจเป็นได้

โดยขณะนี้ กรมสรรพากรกำลังเตรียมระบบรองรับรอไว้แล้ว ซึ่งการจัดเก็บครั้งนี้หมายรวมถึงผู้ให้บริการดาวน์โหลดเกมออนไลน์ แอปพลิเคชัน และสติกเกอร์ด้วย เบื้องต้น จะมีการจัดเก็บภาษีอี-เซอร์วิสกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท

หากมองภาพรวมในตลาดโลกแล้ว การจัดเก็บ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” จากแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มาจากต่างประเทศ มีการถกเถียงในวงกว้างที่ทั่วโลกกำลังจับตา เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศที่ต้องเสียภาษี และปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมายแล้วกว่า 60 ประเทศ

จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) พบว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา “เศรษฐกิจดิจิทัล” มีสัดส่วนกว่า 15.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั่วโลก (GDP) และเติบโตรวดเร็วกว่าจีดีพีโลกถึง 2.5 เท่า

และนั่นจึงเป็นผลให้ในปี 2561 คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เสนอพิจารณาการจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Service Tax: DST) อัตรา 3% ของรายได้ที่มาจากการให้บริการโฆษณาออนไลน์ รายรับหรือรายได้ที่มาจากกิจกรรมการเป็นตัวกลางทางดิจิทัล และยอดขายของข้อมูลที่มีการเก็บรวบรวมของผู้ใช้

ธุรกิจเหล่านี้มี “รายได้” มากมายรวยอู่ฟู่แค่ไหน?

บรรดาเจ้าพ่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีรายได้รวมทั่วโลกประจำปีมากกว่า 915 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 27,331 ล้านบาท และรายได้ที่ต้องเสียภาษีภายใต้สหภาพยุโรป (EU) อาจจะมากถึง 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในทางกลับกัน “สหรัฐอเมริกา” เอง ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ประเทศแม่” ของบรรดาบริษัทเหล่านี้ ก็มีการคุมเข้มในการเรียกเก็บภาษีโต้กลับ โดยอ้างว่า “ภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล” (DST) มีเป้าหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อบริษัทข้ามชาติ (Multinational Corporations: MNCs) ของสหรัฐอเมริกา

มีประเทศไหนจัดเก็บภาษีธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Service Tax: DST) เท่าไรแล้วบ้าง?(วันที่ 14 ต.ค. 2563)

1. ออสเตรีย

โฆษณาออนไลน์ จัดเก็บอัตราภาษี 5% กับผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมทั่วโลกขั้นต่ำ 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,091 ล้านบาท) และมีรายได้ภายในประเทศขั้นต่ำ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (836 ล้านบาท) มีผลใช้บังคับตั้งแต่มกราคม 2563

  1. เบลเยียม

การขายข้อมูลผู้ใช้ จัดเก็บอัตราภาษี 3% กับผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมทั่วโลกขั้นต่ำ 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,091 ล้านบาท) และมีรายได้ภายในประเทศขั้นต่ำ 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (167 ล้านบาท) มีการหารือมาตั้งแต่มกราคม 2562 แต่ถูกตีตกไปในเดือนมีนาคม 2562 ก่อนจะถูกนำมาพิจารณาใหม่อีกครั้งในเดือนมิถุนายน 2563 โดยรัฐบาลให้คำมั่นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ว่าจะมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการในอนาคต

  1. ฝรั่งเศส

การจัดหาอินเตอร์เฟซดิจิทัลและบริการโฆษณาโดยมีพื้นฐานบนข้อมูลผู้ใช้ จัดเก็บอัตราภาษี 3% กับผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมทั่วโลกขั้นต่ำ 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,091 ล้านบาท) และมีรายได้ภายในประเทศขั้นต่ำ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (836 ล้านบาท) มีการระงับการจัดเก็บชั่วคราวจนถึงธันวาคม 2563 ในการทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนเภาษีสินค้าฝรั่งเศส

  1. สเปน

บริการโฆษณาออนไลน์, การขายโฆษณาออนไลน์ และการขายข้อมูลผู้ใช้ จัดเก็บอัตราภาษี 3% กับผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมทั่วโลกขั้นต่ำ 840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (25,091 ล้านบาท) และมีรายได้ภายในประเทศขั้นต่ำ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (90 ล้านบาท) มีผลใช้บังคับแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2563

  1. สหราชอาณาจักร

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย, บริการค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Internet Search Engine) และออนไลน์มาร์เก็ตเพลส (Online Marketplace) จัดเก็บอัตราภาษี 2% กับผู้ประกอบการที่มีรายได้รวมทั่วโลกขั้นต่ำ 638 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (19,057 ล้านบาท) และมีรายได้ภายในประเทศขั้นต่ำ 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (956 ล้านบาท) มีผลใช้บังคับย้อนหลัง 1 เมษายน 2563