อดีตเจ้าหน้าที่เฟดเตือนภัย?!? ระวัง! วิกฤตการเงินใหญ่สหรัฐจะพังทั้งโลก

815

อย่าแปลกใจที่สื่อหลักของตะวันตก จะรายงานการประชุมเฟดที่ Jackson Holeอย่างราบรื่น ว่าไม่มีอะไรน่าตกใจแต่สีหน้าของพาวเวลล์ไม่ได้ชื่นมื่นอย่างที่ควรเป็น มาวันนี้ marketwatch และรายงานจาก The center square สถานที่จัดงานกลับออกมาเปิดเผยชัดเจนว่า สถานการณ์จริงของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นอย่างไร

ที่เดอะ เซ็นเตอร์ สแควร์,สหรัฐอเมริกา – อดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)โดนัลด์ โคห์น ส่งเสียงเตือนเกี่ยวกับสิ่งที่เขามองว่า จะเป็นวิกฤตการเงินโลกที่ใกล้จะเกิดขึ้นเพราะ สเถียรภาพการเงินของสหรัฐสุ่มเสี่ยงเข้าขั้นวิกฤต ในระหว่างการประชุมสัมมนาเรื่องนโยบายเศรษฐกิจเมื่อเร็วๆ นี้

โคห์นกล่าวว่า“การจัดการกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินเป็นเรื่องเร่งด่วน” ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการประชุมที่ Jackson Hole เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา  การประชุมวิชาการประจำปีที่สังเกตุการณ์โดย MarketWatch ระบุว่า “สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยงขนาดใหญ่ผิดปกติ  จากสิ่งที่ไม่คาดคิด ซึ่งหากเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ระบบการเงินช็อกหนักขึ้น ทำให้เศรษฐกิจทั้งโลกตกอยู่ในความเสี่ยง”

Kohn อดีตรองประธานฝ่ายกำกับดูแลด้านการเงินของ Federal Reserve ยังได้ชี้ไปที่การประชุมคณะกรรมการ Federal Reserve เมื่อเร็ว ๆ นี้ซึ่งสมาชิกต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับช่องโหว่ “ที่เด่นชัด” ในระบบการเงินของสหรัฐฯ 

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

ยิ่งไปกว่านั้น Kohn ย้ำว่า รัฐบาลดูเหมือนจะอยู่ในสถานะที่ไม่ดีในการตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่อาจเป็นผลมาจากการระเบิดของฟองสบู่สินทรัพย์หรือวิกฤตหนี้ เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้มีส่วนร่วมในการกระตุ้นการเงินเชิงรุกแล้ว ในขณะที่ รัฐบาลกลางยังคงขาดดุลงบประมาณที่สูงเป็นประวัติการณ์

ความกังวลของ Kohn เกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินนั้นเกิดขึ้นในหมู่นักลงทุนที่มีชื่อเสียงหลายคน โดย Jeremy Grantham ผู้ร่วมก่อตั้ง GMO เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนที่มีรายละเอียดสูงที่สุดในมุมมองนี้ ในเดือนมิถุนายนเขาโต้แย้งว่าเฟดควร “ดำเนินการเพื่อชะลอราคาสินทรัพย์ทั้งหมดอย่างระมัดระวังเท่าที่จะทำได้ โดยรู้ว่าการลดลงก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงใด จะมีขนาดเล็กลงและอันตรายน้อยกว่าการรอ”

นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผู้นำคนอื่นๆ มองข้ามข้อกังวลสำคัญไปเสียสิ้น  แทนที่จะยืนกรานว่าเงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 2% เมื่อเศรษฐกิจกลับสู่ระดับระดับก่อนการล็อคดาวน์ของรัฐ และยอมรับข้อเท็จจริงที่ธุรกิจหลายพันแห่งจะต้องปิดถาวร และนายจ้างจำนวนมากต่างรายงานปัญหาการขาดแคลนแรงงานในวงกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบกับการผลิตที่เพิ่งฟื้นไข้

นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ ต่างไม่เห็นด้วยกับพาวเวลล์ โดยเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ซบเซาอันเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐบาลกลาง 

เมื่อต้นปีนี้ Peter Morici นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์ด้านธุรกิจกิตติมศักดิ์จาก University of Maryland เตือนเกี่ยวกับเงินเฟ้อท่วมว่า Powell กำลังเปิดใช้นโยบายที่จุดชนวนให้เกิด “ภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นหลังสงครามเวียดนาม” 

นอกเหนือจากการใช้จ่ายของรัฐสภาแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐยัง “คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับภาวะซึมเศร้า และพิมพ์เงินเพื่อซื้อมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในรัฐบาลและหลักทรัพย์ค้ำประกันในปีนี้” นั่นคือการประคองปัญหาไว้ ไม่แก้ไ

Federal Reserve ยืนยันว่าจะไม่ “พิมพ์เงิน”เพิ่มแต่ระบุว่า “อุปสงค์ทั่วโลกสำหรับหลักทรัพย์ธนารักษ์ของอเมริกายังคงแข็งแกร่ง และกระทรวงการคลังสามารถระดมทุนจากการขาดดุลจำนวนมากได้โดยไม่ยาก” เป็นการสรุปที่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป

นักเศรษฐศาสตร์ Nouriel Roubini ก็เตือนเป็นเวลาหลายเดือนว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางจะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ถดถอย

“หลายปีของนโยบายการเงินและภาคการเงินที่หละหลวมมาก ทำให้เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดการชนของรถไฟขบวนชักช้าเหล่านี้ ในอีกไม่นานข้างหน้า เมื่อความผิดพลาดมา ภาวะเศรษฐกิจถดถอย(stagflation) ของปี 1970 จะนำมารวมกับวิกฤตหนี้วนของปี 2008 ยุคที่ธนาคารกลางกำหนดทุกอย่าง” เรื่องนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ว่าได้ส่งมรดกความเสี่ยงมาจนถึงปัจจุบัน โดยทุกฝ่ายซุกไว้ใต้พรม แต่มันจะกำลังแสดงผลกระทบชัดเจนในอีกไม่นาน

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย(Stagflation) เกิดขึ้นเมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงเกิดขึ้น ในช่วงเวลาของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาและการว่างงานสูง อัตราเงินเฟ้อวัดว่าราคาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดจากหนึ่งปีไปถึงปีหน้า อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของ Federal Reserve อยู่ที่ 2% 

แต่ความจริงคืออัตราเงินเฟ้อประจำปีปัจจุบันสำหรับ 12 เดือนสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2564 อยู่ที่ 5.4% อัตราเงินเฟ้อในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเป็น 10.13% สำนัก Stat ตั้งข้อสังเกต กว่า 10 ปี คิดเป็น 18.84%

ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาเพิ่มขึ้น ตามดัชนีราคาผู้บริโภคราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น 3.4% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านอาหารที่ราคาบ้านเพิ่มขึ้น 2.6% ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้น 5.9% ในราคาเนื้อไก่ปลาและไข่ที่สำนักงานสถิติแรงงานรายงาน อาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น 4.6%

อัตราการว่างงานของประเทศในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 5.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่มีนาคม 2020 ซึ่งก็ดูเหมือนดี รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงเพิ่มขึ้นในอัตรา 6.6% ต่อปีในไตรมาสที่สองของปี 2564 “สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง” สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจรายงาน เพิ่มขึ้น 6.3% ในไตรมาสแรกของปี 2564

จะเห็นได้ว่ารายงานตัวเลขหนุนความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น แต่มะเร็งของเงินเฟ้อกลับไม่ได้รับการกล่าวถึงแนวทางแก้ไข บรรดานักวิเคราะห์เศรษฐกิจพากันวิตกมาก แต่ฝ่ายบริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลปธน.โจ ไบเดน ยังคงบริหารเศรษฐกิจแบบนักการเมือง เน้นภาพพจน์มากกว่าการดำเนินแผนการเงิน-การคลังที่แก้ไขจุดอ่อนที่แท้จริงของสหรัฐและพากันกลบมันไว้ ไม่เว้นเฟดที่ทำงานรับใช้การเมืองมากกว่าข้อเท็จจริง ไม่นานความกังวลเหล่านี้จะระเบิดออกเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ไม่นานเกินรอ??