ชำแหละลึก “กลุ่มการ์ดวีโว่” เชื่อมโยงแจกระเบิด เด็กวัย 14 หลอกปั่นหัว ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ ก่อจลาจล?

1360

อนาคตของชาติ พังเพราะใคร!? ชำแหละลึก “กลุ่มการ์ดวีโว่” เชื่อมโยงแจกระเบิด เด็กวัย 14 หลอกปั่นหัว ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ “ก่อจลาจล”!?

สืบเนื่องจากกรณีที่ การชุมนุมเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 64 ได้มีเด็กชาย วัย 14 ปี มือปาระเบิดประทัดยักษ์ หวังจะปาใส่ตำรวจขณะเข้าชุมนุมขับไล่รัฐบาล ที่บริเวณแยกดินแดง จนเกิดพลาดระเบิดใส่ตัวเองจนมือขาด ที่สำคัญทางด้านของแพทย์ยังได้ตรวจพบว่า เด็กชายคนดังกล่าว ยังมีการติดเชื้อโควิด 19 ร่วมด้วย จึงต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู

ต่อมาในวันที่ 13 สิงหาคม 64 ทางด้านของ สำนักข่าวอมรินทร์ทีวี ได้สัมภาษณ์ นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ หัวหน้ากลุ่มการ์ดวีโว่ ในประเด็นดังกล่าวซึ่งก็ได้เปิดเผยชัดเจนว่า “ยอมรับว่าเด็กคนดังกล่าวนั้นมีอายุ 14 ปี จริง แต่ไม่มีการติดเชื้อโควิดตามที่เป็นข่าว ซึ่งเชื้อดังกล่าวนั้นเป็นเชื้อตาย ซึ่งไม่สามารถแพร่กระจายได้ อาการในขณะนี้คือแพทย์สั่งห้ามเยี่ยม ซึ่งวีโว่เป็นผู้ประสานงานทั้งหมด”

จากการสัมภาษณ์ของ โตโต้ ค่อนข้างที่จะชัดเจนว่า ทั้งคู่น่าจะเคยรู้จักกันมาก่อน หรืออาจจะเคยเป็นการ์ดในกลุ่มของวีโว่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆเด็กคนดังกล่าวนั้นมีอายุเพียงแค่ 14 ปี การออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ มีการพกพาสิ่งเทียมวัตถุระเบิด หรือ ประทัดยักษ์ ซึ่งมีความอันตราย เลยทำให้เกิดความสงสัยว่า เด็กวัยขนาดนี้ นำอุปกรณ์ร้ายแรงนี้มาจากใคร

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ก็ต้องลองย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 7 ส.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ และ สน.ชนะสงคราม ได้เข้าตรวจยึดของกลางเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล 1 คัน และรถพยาบาล 1 คันจากกลุ่มการ์ดวีโว่ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 8 คน

โดยของกลางที่พบ ประกอบด้วย พลุไฟ สิ่งเทียมวัตถุระเบิด, หัวนอต , หนังสติ๊ก, วิทยุสื่อสาร, เกราะอ่อนพลาสติก รวมถึงหมวกนิรภัย และหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา น้ำเกลือจำนวนมาก

ซึ่งอุปกรณ์ต่างๆที่ถูกตรวจค้นได้ ที่ทางกลุ่มวีโว่พกพานั้น ถือว่าเป็นอาวุธหลักที่ใช้เป็นประจำในม็อบ และที่สำคัญอุปกรณ์เหล่านี้ได้มีคนจัดเตรียมและนำไปแจกจ่ายภายในม็อบเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากยังปล่อยไว้แบบนี้ เราอาจจะได้เห็นเด็กๆอายุน้อยๆ หลงเชื่อและหยิบจับอาวุธรุนแรงแบบนี้ออกไปใช้โดยขาดความรู้ความเข้าใจ และอาจจะไม่ใช่แค่มือหรือแขนขาด อาจจะส่งผลให้เสียชีวิตได้