รัฐบาลพอใจEEC เอกชน-ต่างชาติร่วมลงทุนร้อยละ 94!?!หนุนสกพอ.เร่งไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ดึงเม็ดเงิน 5 แสนล้านดันจีดีพี 4-5%

991

“เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” ตั้งเป้าหมายการลงทุนไว้1.7 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปี 2561 ผ่านการดำเนินงานมาแล้ว 3 ปี โครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบ PPP ที่เป็น project list ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง และอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) รวมถึงงบฯบูรณาการต่าง ๆ รวมแล้วได้อนุมัติวงเงินลงทุนไปถึง 1,594,282 ล้านบาท หรือประมาณ 94% จึงถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างมาก

หลังรายงานให้ “บอร์ด EEC” รับทราบ สกพอ.(สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก) เตรียมทำแผนงานรอบใหม่สำหรับ 5 ปีข้างหน้า วางเป้าหมายดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยดัน GDP ประเทศให้ขยับอีก 4-5%

วันที่ 9 ส.ค.2564 นายอนุชา บูรพชัยศรี  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามและรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการต่างๆในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งประสบความสำเร็จตามเป็าหมาย โดยมีรายละเอียดคือ

สั่งซื้อ คลิก!!
สั่งซื้อ คลิก!!

1) ด้านการจัดหาแหล่งน้ำรองรับพื้นที่อีอีซี  เพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นและวางแผนระยะยาวให้ยั่งยืน  โดยโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำจนถึงปีพ.ศ. 2580 มีทั้งสิ้น 38 โครงการมูลค่า 52,874.47 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 9 โครงการ 

นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตน้ำจืดจากทะเล (Desalination) ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานทางเทคนิคการพัฒนาโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการจัดทำโครงการ นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงและพัฒนาอ่างเก็บน้ำคลองบางไผ่พื้นที่ 3,348 ไร่ โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ 4 แหล่งที่มีศักยภาพสูง และสามารถนำมาใช้ได้ถึง 4,039 ล้านลูกบาศก์เมตร

2) ความก้าวหน้าการลงทุนใน EEC  มีมูลค่าสูงถึง 1,594,282 ล้านบาท  (ณ 30 มิ.ย. 2564) โดยมีการลงทุนที่สำคัญ ๆ เช่น โครงการร่วมลงทุนรัฐ – เอกชน ซึ่งได้ผู้ลงทุน 4 โครงการหลัก มูลค่ารวม 633,401 ล้านบาท  การส่งมอบพื้นที่ให้กับเอกชนคู่สัญญาในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน มีความคืบหน้า 86% แล้ว พร้อมส่งมอบทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2564 รวมทั้งการยกระดับแอร์พอร์ตเรลลิงก์  ส่วนสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จัดทำแผนแม่บทสนามบินอู่ตะเภาฉบับสมบูรณ์ พร้อมเริ่มว่าจ้างผู้ออกแบบระดับโลก และกองทัพเรือได้ออกแบบทางวิ่งที่ 2 และงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

3) ท่าเรือแหลมฉบัง ฯ ได้ข้อตกลงในร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด โดยจะเร่งนำเสนอ ครม. พิจารณา และลงนามสัญญาต่อไป

นอกจากนี้ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2564  เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาแก้ปัญหาทับซ้อน โครงการรถไฟความเร็วเชื่อมสามสนามบิน และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย- จีน ในช่วงบางซื่อถึงดอนเมือง ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องใช้แนวเส้นทาง และจำเป็นต้องมีโครงสร้างโยธา ทั้งเสาและฐานรากร่วมกัน (โครงสร้างโยธาร่วม) แต่ระยะเวลาการก่อสร้าง และมาตรฐานเทคนิคทั้งสองโครงการไม่สอดคล้องกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กระทรวงคมนาคม และ การรถไฟแห่งประเทศไทย จะหาแนวทางร่วมกันกับเอกชนคู่สัญญา ในส่วนการปรับหลักเกณฑ์การร่วมลงทุนของรัฐ เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นกับเอกชนคู่สัญญาอย่างเหมาะสม โดยยึดหลักไม่ให้เกิดงบประมาณเพิ่มเติม และแผนก่อสร้างทั้งสองโครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในเบื้องต้นให้สามารถรองรับรถไฟความเร็วสูงได้ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. ตลอดเส้นทาง

นายอนุชากล่าวเสริมว่า นายกรัฐมนตรียังได้ให้แนวคิด การจัดทำโครงการ EEC ให้วางแผนไปถึงอนาคต ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของกระทรวงคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงกันการคมนาคมขนส่งภายในประเทศ ภูมิภาค และประเทศอื่น ๆ อย่างเป็นระบบ รวมทั้งให้สอดคล้องกับการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ของกระทรวงมหาดไทยด้วย

ทั้งนี้ ปี 2561-พ.ค. 2564 มีการออกบัตรส่งเสริมการลงทุน (นับว่าลงทุนจริง) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว 878,881 ล้านบาท และหากแยกเป็นส่วนเฉพาะยอดขอรับการส่งเสริมใน EEC ไตรมาส 1/2564 ก็ยังพบว่ามีมูลค่าที่ 64,410 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% ดังนั้น เมื่อมีแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัยจึงประมาณการว่า ปี 2564 จะมีการลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย 250,000 ล้านบาท และจะมีโอกาสขยับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่ต่ำกว่า 350,000 ล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป เพราะภาคอุตสาหกรรมที่ยังต้องพึ่งการส่งออก เช่น กลุ่มยานยนต์ฟื้นตัว แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็จะมีการขยับการลงทุนด้วยเช่นกัน