สถาบันอาหาร-ศูนย์วิจัยธนาคารฯมั่นใจ!?!อุตฯอาหารไทยรุ่ง ครองแชมป์ส่งออกทูน่าฯอันดับ 1 โลก มูลค่า 8.7 แสนล้านบาท

426

ในเดือนมิ.ย. 2564 การส่งออกของไทยขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องที่ 43.82% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปี และสูงกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 38.1% ส่งผลให้การส่งออกไทยในครึ่งปีแรกเติบโตคิดเป็น 15.53% และเมื่อเร็วๆนี้นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปี 2564 นี้ มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอาหารจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 12% และจะมีมูลค่าราว 1.08 -1.10 ล้านล้านบาท เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความต้องการเลือกสินค้าอาหาร หรือวัตถุดิบ เพื่อมาประกอบอาหารเองเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ การคาดการณ์เชิงบวกนี้พิสูจน์อีกครั้งเมื่อรายงานสถาบันอาหารชี้ชัดว่า อุตสาหกรรมอาหารของไทยมีแนวโน้มสดใสอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2564 สถาบันอาหาร โดยศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารได้จัดทำข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยปี 2563 ไว้เป็นฐานข้อมูลความรู้ ระบุว่ามีจีดีพี 870,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.5% จีดีพีประเทศ และยังคงครองแชมป์อันดับ 1 โลกที่การส่งออกทูน่า มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์สับปะรด (ส่วนแบ่งในตลาดโลก 31.3% 35.3% 37.7% ตามลำดับ) ตลาดส่งออกหลักคือ จีน 18.3% CLMV 13.9% ญี่ปุ่น 12.7% เอเซียน+5 12.1% และสหรัฐ 10%

ขณะที่ศูนย์วิจัยธนาคารออมสินวิเคราะห์แนวโน้มปี 2564 เปิดเผยว่าภาพรวมของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นกำลังหลักผลิตด้านอุตสาหกรรมอาหารไทย จะมีทิศทางดีขึ้น จากการขยายตัวของความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการที่หลายประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทำให้มีความต้องการกักตุนอาหารเพิ่มมากขึ้นเพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารจากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกไปประเทศคู่ค้าหลักขยายตัว โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน-พร้อมปรุงตลอดจนอาหารที่เก็บรักษาได้นาน เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น

ด้านศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนส.ค.64 ชี้ ทั้งปัญหาภัยธรรมชาติของประเทศคู่ค้าและการ “ล็อกดาวน์” จากโควิด-19 ในประเทศ ทำให้ “ราคาสินค้าเกษตร” ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า-ข้าวเปลือกเหนียว-มันสำปะหลัง-น้ำตาลทรายดิบ-ปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น

นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ “ราคาสินค้าเกษตร” ในเดือนสิงหาคม 2564 มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่

ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 8,419-8,465 บาท/ตันเนื่องจากปัจจัยบวกจากการเจรจาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย

ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 10,335-10,537 บาท/ตัน เนื่องจากสต็อกของผู้ประกอบการเริ่มลดลง จึงคาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้น

มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.98 – 2.02 บาท/กก. เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยสูงขึ้น ประกอบกับประเทศจีนยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่องจากพื้นที่ในประเทศประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี ส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง จึงมีการนำเข้ามันสำปะหลังจากไทยทดแทนเพื่อใช้ผลิตเอทานอล

น้ำตาลทรายดิบ ตลาดนิวยอร์กราคาอยู่ที่ 17.67-18.19 เซนต์/ปอนด์ (12.79-13.17 บาท/กก.) เนื่องจากคาดว่าประเทศจีนจะมีการนำเข้าน้ำตาลในปริมาณที่เพิ่มขึ้น และจากความกังวลเรื่องน้ำค้างแข็งในประเทศบราซิลที่เกิดขึ้นในภาคกลางและภาคใต้ซึ่งเป็นภูมิภาคปลูกอ้อยที่มากที่สุดของประเทศในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2564 ทำให้ผลผลิตอ้อยของบราซิลได้รับความเสียหาย

ปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่6.27-6.31 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 0.12-0.87 เนื่องจากความต้องการน้ำมันปาล์มของประเทศอินเดียซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาปาล์มน้ำมันยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ จากปัจจัยกดดันของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง จากการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของประเทศสหรัฐอเมริกา