ก.พาณิชย์ยันเอฟทีเอสร้างแต้มต่อส่งออก!?!ทูตการค้าฯการันตีจีน-อินเดียนิยมสินค้าเกษตรไทย 6 เดือนโต 16.9% ผลไม้-เกษตรแปรรูปฮิต

202

การส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของประเทศไทยตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2564 อีกทั้งช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเป็นบวก ซึ่งอัตราการขยายตัวที่สูงของมูลค่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งเสริมกัน ล่าสุดก.พาณิชย์เปิดเผยว่าปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้การส่งออกไทยสดใสคือ เอฟทีเอ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างจีน-อินเดียซึ่งนิยมสินค้าเกษตรไทยในหลายประเภท

 

วันที่ 4 ส.ค.2564 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยผลการจัดสัมมนาออนไลน์ เรื่อง “FTA นำเกษตรไทย ทะลุโควิด ตะลุยตลาดมังกรและแดนภารตะ” ปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า มาตรการล็อคดาวน์จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ตลาดจีนและอินเดีย ต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจากไทยมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของการค้าไทยที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอที่ไทยทำกับจีนและอินเดีย คือเอฟทีเออาเซียน-จีน ไทย-อินเดีย และอาเซียน-อินเดีย ทั้งสองประเทศได้ลดหรือยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่ส่งออกจากไทยแล้ว ส่งผลให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น

สินค้าอาหารที่เติบโตได้ดีและนิยมในตลาดจีนได้แก่ สิ่งปรุงรส เครื่องแกงไทยสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง ผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและอบแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นต้น 

ส่วนตลาดอินเดีย ได้แก่ อาหารสัตว์เลี้ยง น้ำผลไม้ที่มีวิตามิน ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเครื่องเทศและสมุนไพร เป็นต้น

 

นางสาวจีรนันท์ หิรัญญสัมฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า สินค้าที่มีโอกาสขยายตัวในตลาดจีน ได้แก่ สินค้าอาหารแปรรูป ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารสำหรับผู้สูงอายุและเด็ก และอาหารสัตว์เลี้ยง ปัจจุบันผู้บริโภคจีนหันสนใจสุขภาพและความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับข้อมูลผลิตภัณฑ์ อาทิ ส่วนประกอบ แหล่งที่มา และประโยชน์ของอาหาร รวมถึงการซื้อสินค้าออนไลน์ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของจีนอีกด้วย จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคจีน

นางสาวสายทอง สร้อยเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย กล่าวเสริมว่า สินค้าเกษตรไทยมีโอกาสขยายตัวในตลาดอินเดียสูงมาก โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดและยังนิยมมากเป็นอันดับ 1 ในอินเดีย นอกจากนี้ ผู้บริโภคอินเดียยังนิยมผลไม้ไทย เช่น ลำไย เงาะ มะขามหวาน แก้วมังกร และฝรั่งกิมจู เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยจะต้องศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละรัฐของอินเดียด้วย เนื่องจากมีวัฒนธรรมและความนิยมการบริโภคที่แตกต่างกัน ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เสริมว่า สำหรับการขนส่งสินค้าในอินเดียอาจเกิดความล่าช้า เนื่องจากเป็นประเทศใหญ่และมีภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรส่วนมากจะเน่าเสียก่อนถึงมือผู้บริโภค ปริมาณกว่า 20-30%

สำหรับช่วงครึ่งปีแรก 2564 การส่งออกของไทยไป 18 ประเทศคู่ FTA มีมูลค่ากว่า 81,961.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึงร้อยละ 16.9 โดยไทยส่งออกไปจีนมูลค่ากว่า 18,289.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึงร้อยละ 24.9 และไทยนำเข้าจากจีนมูลค่า 31,486.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.8 ส่วนไทยส่งออกไปอินเดียมูลค่ากว่า 3,830.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวถึงร้อยละ 54.8 และไทยนำเข้าจากอินเดียมูลค่า 3,233.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 69.5