แฉ ปมผลิตยาฟาวิฯล่าช้า ใครต้องรับผิดชอบ? เหตุใดไม่เร่งผลิต ทั้งๆที่ต้องใช้รักษาโควิดวันละ 3 แสนเม็ด!

358

แฉ ปมผลิตยาฟาวิฯล่าช้า ใครต้องรับผิดชอบ? เหตุใดไม่เร่งผลิต ทั้งๆที่ต้องใช้รักษาโควิดวันละ 3 แสนเม็ด!

จากกรณีที่วันนี้ (21 กรกฎาคม 25464) สถาบันทิศทางไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการปรับคณะรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยคุณภาพแก้วิกฤติเพื่อประชาชน โดยในข้อ 5 ได้มีการระบุถึงกรณีของยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir)

ล่าสุดทางด้านของดร.เวทิน ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย ได้เปิดเผยว่า กรณีผลิตยาฟาวิพิราเวียร์​เองล่าช้า​ ใครต้องรับผิดชอบ?

ยาฟาวิพิราเวียร์มีความสำคัญเพราะ​สามารถบรรเทาสถานการณ์​ ลดผู้ติดเชื้อหนักและผู้ป่วยโคม่าได้​ หากประชาชนได้รับยาชนิดนี้อย่างทั่วถึง​ และจะช่วยให้วิกฤติระบบสาธารณสุขทุเลาเบาบางลงได้มากกว่านี้

1.​ มีคำถามถึงความล่าช้าขององค์การเภสัชกรรมในการเร่งผลิตยาฟาวิพิราเวียเองในประเทศ​

2.​ วันที่​ 17​ กุมภาพันธ์​ 2563​ ขณะเริ่มวิกฤติโควิด​ กรมควบคุมโรค​ โดย​ กองควบคุมโรคและสุขภาพในภาวะฉุกเฉินได้สั่งยา​ ฟาวิพิ​ราเวียร์เข้ามา​ 5,000​ เม็ด​ จากบริษัท​ FUJIFILM Toyama Chemical เป็นจำนวนเงิน​ 25,000 ดอลล่าร์สหรัฐ​ หรือคิดเป็นเงินไทย​ 778,650 บาท​ คิดราคาเฉลี่ยเม็ดละ​ 155.73 บาท

3.​ บริษัท​ FUJIFILM Toyama Chemical เป็นผู้ถึงลิขสิทธิ์ยาฟาวิพิราเวียร์มาตั้งแต่ปี​ 2557(2014) และลิขสิทธิ์ยาได้หมดลงในเดือ​น​สิงหาคม​ ปี​ 2563​(2020)

4​. การสิ้นสุดของลิขสิทธิ์ยาตัวนี้​ ทำให้ประเทศอินเดียซึ่งเผชิญวิกฤติโควิดอย่างหนักได้เร่งผลิตยาฟาวิพิราเวียร์จำหน่ายเองในประเทศ​ แม้บริษัท​ FUJIFILM​ จะพยายามอ้างลิขสิทธิ์ในการผลิต​ “เม็ด” ยาก็ตาม​ ในปัจจุบันยาฟาวิพิราเวียร์ที่อินเดียผลิตสามารถสั่งซื้อได้​เป็นกล่องผ่านตลาดออนไลน์​ในราคาตกเม็ดละ​ 12​ บาทและในการซื้อในปริมาณที่มากก็จะได้ราคาต่อเม็ดที่ลดลงไปอีก

5. ในประเทศไทยตัวแทนของบริษัท​ FUJIFILM​ พยายามที่จะอ้างถึงลิขสิทธิ์ของการผลิตเม็ดยา​ ซึ่งเรื่องตกค้างอยู่ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา​ ทางบริษัทFUJIFILM​ได้ยื่นเรื่องลิขสิทธิ์ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ 4 กันยายน 2560 จนกระทั่งในวันที่​ 2 กุมภาพันธ์ 2564 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ตอบปฏิเสธลิขสิทธิ์เพราะกระบวนการผลิตนั้นไม่ได้มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ขึ้นทะเบียนได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัท​ FUJIFILM​ ได้ขอยืดเวลาไปอีก 200 วันจนไปถึงสิงหาคม 2564

6. สื่อต่างประเทศให้ความเห็นว่าจริงๆแล้วประเทศไทยมีทางออกอีกทางคือ สามารถใช้ compulsory licensing เพื่อทำให้สามารถผลิตยาฟาวิพิราเวียร์จำหน่ายได้เองภายในประเทศ

7. วันที่​ 15​ กรกฎาคม​ 2564​ องค์การเภสัชกรรมได้เริ่มผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เองในประเทศ​ โดยสามารถผลิตได้เดือนละ​ 2​ ล้านเม็ด​ และจะเริ่มกระจายให้ผู้ป่วยได้ภายในเดือนสิงหาคม

8.​ ก่อนหน้านั้น​ 1​ วัน​ วันที่​ 14​ กรกฎาคม​ 2564​​ กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งซื้อยาฟาวิพิราเวียร์เข้ามาเพิ่มอีก​ 16​ ล้านเม็ด​ โดยจะกำหนดส่งมอบ​ 4​ งวด​ คือ​
1.​ วันที่ 17 กรกฎาคม 2564 : ส่งมอบ 3.5 ล้านเม็ด
2.​ วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 : ส่งมอบ 3.1 ล้านเม็ด
3.​ วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 : ส่งมอบ 5.5 ล้านเม็ด
4.​ วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 : ส่งมอบ 4 ล้านเม็ด

9. ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ยืนยันกับสถาบันทิศทางไทยว่า​การผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เองในประเทศมีต้นทุน​ตกเฉลี่ยเพียงเม็ดละ​ 8-10​ บาทเท่านั้น​ ซึ่งสอดคล้องกับราคาจำหน่ายของยาชนิดเดียวกันที่อินเดียผลิตขายคือตกเฉลี่ยเม็ดละ​ 12​ บาท​เท่านั้น​ ทั้งนี้ไม่ได้มีรายงานว่ามีการสั่งซื้อยาชนิดนี้​ 16​ ล้านเม็ดมาจากบริษัทใด? ในราคาเท่าใด?

10. ซึ่งหากไทยมีการดำเนินการผลิตยานี้เองในประเทศตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว​ ดังกรณีที่อินเดียตัดสินใจผลิตยาตัวนี้เองหลังตัวยาหมดลิขสิทธิ์ โดยไม่มีข้อติดขัด​ ความล่าช้าใดๆ​ก็จะสามารถช่วยลดการนำเข้ายา​ ลดงบประมาณในการจัดซื้อยาได้​ รวมถึงสามารถช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อในระยะแรกมิให้มีอาการรุนแรงและลดการครองเตียงในระบบสาธารณสุขได้ดีขึ้น

11. ในทางตรงข้าม​ การไม่เร่งดำเนินการผลิตยานี้อย่างเร่งด่วนทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่ามีความต้องการสูงถึงวันละ​ 300,000​ เม็ด​ เดือนละ​ 10​ ล้านเม็ด​ ก็อาจทำให้ตั้งข้อสงสัยได้ว่ามีการใช้ภาวะฉุกเฉินเพื่อเป็นข้ออ้างในการจัดหา​ จัดซื้อยาด้วยความจำเป็นในราคาที่สูงและมีส่วนต่างจากต้นทุนที่ผลิตเองในประเทศถึง​ 12​ เท่าตัวได้หรือไม่?

นอกจาก ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด ก็ยังมีสมุนไพรไทยอย่างฟ้าทะลายโจร ที่ใช้รักษาผู้ป่วยโควิดที่อาการไม่หนัก ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2564 ที่มีการระบาดของเชื้อโควิด-19 ภายในเรือนจำ ทางด้านนายอายุตม์ สินธพพันธ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้เปิดเผยว่า ผู้ต้องขังที่มีอาการป่วยหากเป็นกลุ่มสีเขียว เรือนจำจะให้ยาฟ้าทะลายโจรรับประทาน ยาแคปซูลกระชายขาว และต้มน้ำขิงแจกให้ดื่ม ซึ่งที่ผ่านมา ยอมรับว่า ได้ผลดีมากจึงสั่งการไปยังทุกเรือนจำทั่วประเทศด้วย

โดยเรือนจำเชียงใหม่ ติดเชื้อ 6,308 คน ใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ 1,259 คน ใช้ฟ้าทะลายโจร 5,049 คน

เรือนจำนนทบุรี ติดเชื้อ 2,808 คน ใช้ฟาวิพิราเวียร์ 667 ใช้ฟ้าทะลายโจร 2,100 ใช้กระชายขาว 41 คน

เรือนจำบางขวาง ติดเชื้อ 5,672 คน ใช้ฟาวิพิราเวียร์ 441 คน ใช้ฟ้าทะลายโจร 5,231 คน