แฉแผนพาทักษิณกลับไทย สส.เพื่อชาติ:แกนแดงเชียงใหม่ ล่าชื่อออกพรบ.อภัยโทษฯตามรอยสุดซอยลักหลับ

2137

จากกรณี “ทักษิณกลับบ้าน” เพื่อมาแก้ปัญหาโควิด-19 เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก แม้เวลาผ่านไปสิบกว่าปีแล้วว่าจะกลับมาโดยวิธีใด หากไม่เดินเรือนจำเพื่อรับโทษทางคดี ซึ่งวันนี้มีความชัดเจนแล้วจากนักการเมืองฝ่ายค้านถึงวิธีการพานายใหญ่กลับ???

โดยนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ และแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 หรือ กลุ่มคนเสื้อแดงเชียงใหม่ กล่าวถึงการนำนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับไทยว่า หากพิจารณาแล้วอดีตนายกฯถูกดำเนินคดีที่เป็นประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก ซึ่งตามหลักกฎหมายและหลักนานาชาติ ไม่ได้เป็นคดีที่ถึงขนาดปล้นฆ่าที่เป็นคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง

ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 นายเพชรวรรต ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่จะนำนายกทักษิณ กลับไทยได้ว่า ทางกฎหมายมีอยู่ 5 วิธี ซึ่งขอสงวนเป็นความลับไว้ก่อน แต่เบื้องต้นจะทำการรวบรวมรายชื่อประชาชน จำนวน 1 แสนชื่อเพื่อเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี 2564 โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โดยประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายหรือร่างรัฐธรรมนูญต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภาได้

ทั้งนี้แกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ยังกล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้หารือกับฝ่ายกฎหมาย จะนำเสนอ “พ.ร.บ.อภัยโทษแก่นักโทษการเมืองเพื่อความปรองดองสามัคคีของคนในชาติ” ต่อรัฐสภา เพื่อเชิญนายกทักษิณกลับมา เป็นจุดเริ่มต้นที่จะแสดงให้ถึงจุดเริ่มต้นของบันไดก้าวแรกในการหาทางออกร่วมกันอย่างปรองดองอย่างสมานฉันท์ และร่วมกันสร้างชาติ โดยเฉพาะปัญหาโควิด-19 ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

“ทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายได้จัดทำแคมเปญ “เชิญทักษิณกลับไทยสู้โควิด19” ผ่าน Link ชื่อ https://www.change.org/ทักษิณกลับไทยเพื่อให้ประชาชนเข้าลงชื่อ ซึ่งถ้ามีเป็นจำนวนมากก็จะแสดงถึงเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยที่กำหนดทิศทางของประเทศ” นายเพชรวรรต กล่าว

ดังนั้นเองที่ทีมข่าวเดอะทรูธ ได้ตรวจสอบถึงการออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมนั้น เคยมีการดำเนินการมาแล้ว จนกลายชนวนเหตุทางการเมืองครั้งสำคัญ คือ ความพยายามของพรรคเพื่อไทย ในการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ฉบับที่ถูกเรียกว่า “สุดซอย” ซึ่งเดิมร่างนี้เสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง เพื่อนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุม ผู้แสดงออกทางการเมือง หรือประท้วง โดยไม่รวมแกนนำและผู้สั่งการ ตั้งแต่หลัง 19 ก.ย. 2549 – 10 พ.ค. 2554 หากอยู่ระหว่างถูกสอบสวนก็ให้ระงับ อยู่ระหว่างถูกฟ้องต่อศาลก็ให้ถอนฟ้อง ถ้าติดคุกอยู่ก็ให้ปล่อยตัว

กระนั้นเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไขเนื้อหาสำคัญโดย นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ส.ส.เพื่อไทย เจ้าของฉายา “หัวเขียง” ให้ย้อนกลับไปมีผลตั้งแต่ปี 2547 และมีผลถึง 8 ส.ค. 2556 และนอกจากผู้ที่ชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองแล้ว ยังให้นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โดยยกเว้นไม่รวมคดี 112 การขยายความในเรื่องนี้ได้รวมไปถึงคดีความของนายทักษิณ ด้วย

ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ถูกเรียกว่า ฉบับสุดซอย เนื่องจากมีการระบุว่า นายทักษิณ เคยพูดว่า ร่างฉบับของนายวรชัย ครึ่งๆ กลางๆ ไม่สุดซอย ได้ถูกต่อต้านจากหลายกลุ่มแม้แต่ในปีกกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วน เพราะจะมีผลนิรโทษกรรมให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ขณะนั้นยังมีคดีความเรื่องสลายการชุมนุมในปี 2553 ด้วย และทั้งคู่ก็ประกาศขอสู้คดีโดยไม่ใช้วิธีนี้

และเมื่อพรรคเพื่อไทย ได้ใช้เสียงข้างมากผ่านในชั้นกรรมาธิการ การพิจารณาในสภาวาระที่ 2-3 ก็ถูกประท้วงอย่างหนัก แต่ก็ผ่านสภาไปได้ในช่วง 04.30 น. ของวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 จนถูกเรียกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับลักหลับ

ซึ่งนี่เอง ได้นำพาไปสู่การก่อตัวชุมนุมประท้วงตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2556 ที่นำโดยกลุ่ม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และขยายตัวจนกลายเป็นการประท้วงใหญ่ ก่อกำเนิดกลุ่ม กปปส. ในเวลาต่อมา จนนำไปสู่การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภา ก่อนที่ในท้ายที่สุดบานปลายสถานการณ์ทางการเมืองได้ทำให้มีการยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 นั่นเอง