พ.ร.บ.ประชามติผ่านฉลุย!! ส่องเนื้อใน 67 มาตรา รณรงค์เห็นต่างได้ แต่ถ้าขวางโทษหนัก 10 ปี-จนท.โดนด้วยถึงตัดสิทธิ์ลต.!

430

พ.ร.บ.ประชามติผ่านฉลุย!! ส่องเนื้อใน 67 มาตรา รณรงค์เห็นต่างได้ แต่ถ้าขวางโทษหนัก 10 ปี-จนท.โดนด้วยถึงตัดสิทธิ์ลต.!

จากกรณีที่วันนี้ (22 มิถุนายน 2564) ที่รัฐสภา มีการประชุมรัฐสภา มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ วาระ2 ที่ค้างอยู่จากสมัยประชุมรัฐสภาครั้งที่แล้ว ก่อนเข้าสู่วาระประชุมนายชวนขอความร่วมมือสมาชิกให้เว้นระยะห่างเท่าที่ทำได้ ใครที่ยังไม่อภิปรายให้อยู่นอกห้องประชุม และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาอย่างเคร่งครัด ตามมาตรการป้องกันเชื้อโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อเข้าสู่การพิจารณามาตรา 55 เรื่องบทกำหนโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติ หน้าที่ตามพ.ร.บ.นี้ ที่ใช้อำนาจมิชอบในการออกเสียงประชามติ มีโทษจำคุก 1-10ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยมีส.ส.หลายคนอาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายทักท้วงว่า เป็นการมุ่งลงโทษเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่เป็นฝ่ายปฏิบัติ แต่ไม่มีบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นกลาง จึงควรขยายขอบเขตบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐให้ครอบคลุมถึงส.ส. ส.ว. และผู้บริหารท้องถิ่นด้วย อย่างไรก็ตามที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 55 ด้วยคะแนน 374 ต่อ 124 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน10

ขณะที่มาตรา 60 เรื่องการกระทำใดที่เป็นความผิดในการออกเสียงประชามตินั้น นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายขอให้ตัดข้อความ “เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติอันเป็นเท็จ” ตามที่กมธ.เพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเป็นการเขียนไว้กว้างเกินไป สามารถตีความได้หมด เกรงว่าจะเป็นการใช้กฎหมายมาปิดปากประชาชน ทำให้การรณรงค์ประชามติอาจถูกปิดกั้น มีการให้ข้อมูลประชาชนแค่ฝ่ายเดียว ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มข้อความดังกล่าวขึ้นมา เพราะสามารถใช้การเอาผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมลงมติเห็นชอบมาตรา 60 ด้วยคะแนน 479  ต่อ35 งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 6

บรรยากาศการประชุมในช่วงบ่ายเป็นไปอย่างราบรื่น สมาชิกทั้งส.ส.และส.ว.อภิปรายแสดงความคิดเห็นในมาตราต่างๆกันอย่างกว้างขวาง ไม่มีการตีรวนใดๆ ทำให้การพิจารณาเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งเวลา 15.00น. สมาชิกอภิปรายกันครบทั้ง 67 มาตรา ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ในวาระสาม ด้วยคะแนน 611 ต่อ 4 งดดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 1 โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีทั้งสิ้น 67 มาตรา มีสาระสำคัญ อาทิ

– ให้อำนาจประชาชนเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อ ยื่นเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาออกเสียงประชามติในเรื่องต่างๆได้ รวมทั้งให้อำนาจ

– ประชาชน พรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ในสังคมสามารถรณรงค์การออกเสียงประชามติได้อย่างเสรี

– เพิ่มวิธีการออกเสียงประชามติ นอกจากการกาบัตร ในคูหาแล้ว ให้สามารถออกเสียงทางไปรษณีย์ หรือการออกเสียงโดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ หรือออกเสียงผ่านระบบออนไลน์ได้ในอนาคต

– กรณีออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้คณะรัฐมนตรีกำหนดวันออกเสียง ภายใน 120วัน

– ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1-10ปี และปรับถึง 200,000บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด10ปี

– ผู้ใดทำลายบัตรออกเสียงหรือจงใจทำ ให้เป็นบัตรเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 20,000บาท หากเจ้าพนักงานทำเองเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน10ปี ปรับ 200,000บาท ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10ปี

– ผู้ใดทำลายเครื่องลงคะแนน หรืออุปกรณ์ในการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 หากเจ้าพนักงานทำเองเสีย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับ 200,000บาท ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10ปี

– ผู้ใดกระทำการทุจริต อาทิ ใช้บัตรปลอมลงคะแนน นำบัตรออกจากสถานที่ออกเสียง แจ้งข้อมูลการออกเสียงต่อผู้อื่น หรือออกเสียงแทนผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

– ผู้ใดก่อความวุ่นวาย หรือกระทำการอันเป็นการรบกวนในการออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ผู้ใดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ เล่นการพนัน ซื้อหรือขายเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และตัดสิทธิการเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

– ห้ามขนคนไปออกเสียงประชามติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท แต่ไม่ถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเหมือนในอดีต

– กรณีกรรมการประจำหน่วยจงใจนับบัตร หรือรวมเอาคะแนนออกเสียงประชามติผิดไปจากความเป็นจริง ต้องระวางโทษจำคุก 10 ปี ปรับถึง 200,000 บาท ตัดสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

– ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรต้องรับโทษในราชอาณาจักรด้วย