สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ปะทุครั้งใหม่ไม่จบง่าย!?!เปิดเบื้องหลังเหตุรบกันไม่เลิก ผลักโลกเข้าสู่สงครามใหญ่ครั้งสุดท้าย

1020

สหรัฐฯและอิสราเอลคือยิวไซออนิสต์ ณ ปัจจุบันได้เปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจน การเปิดฉากถล่มฝ่ายเดียวของอิสราเอลต่อฉนวนกาซาด้วยอาวุธหนักยังคงมีต่อเนื่อง อ้างตอบโต้ลูกโป่งไฟของฝ่ายปาเลสไตน์  ตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีใหม่ชื่อนัฟทาลี เบนเนตต์ ผู้ประกาศว่าตนเองนั้น “ขวายิ่งกว่าขวา” ไฟสงครามในพื้นที่ขัดแย้งก็เริ่มลุกลามขึ้นอีกครั้ง ดูอย่างไรอิสราเอลก็ได้เปรียบปาเลสไตน์ที่บอบช้ำจากสงคราม 11 วันที่เพิ่งยุติไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอยู่ดี ขณะที่สหรัฐและตะวันตกดูจะเล่นบทมีนชาไม่รับรู้

เมื่อจะทำความเข้าใจสงครามครั้งนี้อย่างถ่องแท้ ด้านหนึ่งคงต้องวิเคราะห์ปัจจัยภายในที่เป็นแรงหนุนให้สงครามระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ปะทุไม่เลิกนับเนื่องมาเป็นพันปีอย่างไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดสันติสุขได้เมื่อใด

สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ว่าอิสราเอลจะทำอะไร สหรัฐจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เมื่ออิสราเอลได้เงินสนับสนุนจากสหรัฐ แล้วเอาเงินกลับไปซื้ออาวุธจากพ่อค้าอาวุธอเมริกัน -พ่อค้าอเมริกันรับเงินจากอิสราเอล ทีคืนมาก็แบ่งคอมมิชชั่นให้นักการเมืองอเมริกัน -พอยิวมีอาวุธสะสมไว้เยอะๆพวกอาหรับที่ร่ำรวยก็ระแวง -สั่งซื้ออาวุธสหรัฐกันบ้าง -พ่อค้าอาวุธสหรัฐก็เอากำไรแบ่งให้นักการเมืองอเมริกันรอบสอง เสร็จแล้วก็ไปแบ่งจ่ายเงินให้สื่ออเมริกัน ให้ช่วยปั่น หรือ Spin ให้คนทั้งโลกเชื่อฟัง บอกให้ด่าปาเลสไตน์และให้เห็นใจยิว สหรัฐจะได้มีความชอบธรรมจำเป็นต้องช่วยอะไรอย่างนั้น คำอธิบายเหล่านี้อาจมองในแง่พลวัตความสัมพันธ์ของผลประโยชน์มาเชื่อมโยง โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยภายในของคู่ขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐอเมริการวมทั้งพันธมิตรตะวันตก กับอิสราเอล ต่อปาเลสไตน์

มีบางคนอธิบายเหตุที่สหรัฐให้ท้ายยิวอิสราเอล ด้วยทฤษฎี ที่แพร่หลายในโลกอาหรับมาก เรียกว่าทฤษฎี“สมคบคิด” หรือ Conspiracy Theory ที่อธิบายว่า สหรัฐเข้าข้างอิสราเอล เนื่องจากสหรัฐใช้อิสราเอล เป็นช่องทางพิเศษให้สหรัฐ เข้ามาควบคุมผลประโยชน์ของตนเองในตะวันออกกลาง และแอบย่องไปตีท้ายครัวพวกอาหรับที่ร่ำรวยด้วยบ่อน้ำมัน ทฤษฎีนี้  มีคนเถียงว่า แม้ว่าอิสราเอลจะไม่เปิดประตูหลังบ้านให้อเมริกันเข้า ผู้นำอาหรับเจ้าของบ่อน้ำมันทั้งหลาย ก็พร้อมใจกันเปิดประตูหน้าบ้านอ้าซ่า ต้อนรับอเมริกัน เปโตร-ดอลล่าห์อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่สหรัฐต้องย่องเข้าบ้านอาหรับผ่านทางอิสราเอลแต่อย่างใด? 

ประเด็นนี้ระยะเวลาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทการปะทะกันระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล-ตะวันออกกลาง ให้คำตอบค่อนข้างชัดว่าไม่น่าจะใช่

อีกทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า มีแก๊งค์หนึ่งที่มีอิทธิพลมาก ทั้งในแวดวงการเมือง และเศรษฐกิจการเงินของอเมริกัน คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง คอยวิ่งเต้นหาเก้าอี้ใหญ่โตในทำเนียบขาวให้นักการเมืองหิวเงิน กระหายอำนาจ คอยนับเงินแล้วจ่ายทั้งใต้โต๊ะบนโต๊ะ ให้สมาชิกสภาคองเกรส เพื่อออกกฎหมายที่พวกเขาได้ผลประโยชน์ ส่งคนเข้าไปร่างนโยบายต่างประเทศ บริหารในเพ็นตากอน (กระทรวงกลาโหม) ในหน่วยงาน CIA และในทำเนียบขาว เพื่อจะได้รักษาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสราเอลเอาไว้” ทฤษฎีนี้ถือว่ามีความน่าเชื่อถือทฤษฎีหนึ่ง ดูจากบทบาทของ ไอแพ็ค (AIPAC หรือ The American – Israel Public Affairs Committee) มีหน้าที่ล๊อบบี้ และติดสินบนนักการเมืองอเมริกันให้ทำตามเป้าหมาย และหรือแก๊งค์นี้ก็อาจมีผู้บงการเบื้องหลังคือ กลุ่มอิลิทตระกูลนายเงินใหญ่ของโลก

มีอีกแนวคิดหนึ่งในโลกตะวันตกกลุ่มหนึ่งเสนอสมมติฐานว่า “ถ้าหากประธานาธิบดีสหรัฐหนุนอิสราเอล เพื่อเงินใต้โต๊ะก็คงไม่ใช่เงินจากคนยิว หรือองค์กรยิวที่ไหน แต่เป็นเงินและการสนับสนุนจากพวกคริสเตียนขวาจัด” นักคิดพวกนี้อธิบายว่า พวกคริสเตียนอนุรักษ์นิยมขวาจัด ที่มีความเชื่อความศรัทธาฝังใจว่าโลกกำลังเข้าสู่สงครามครูเสดยุคใหม่ ซึ่งเป็นสงครามสุดท้ายที่คริสต์เตียนจะได้รับชัยชนะเหนืออิสลาม  พวกนี้เป็นนิกายเดียวกันกับที่ครอบครัวอดีตปธน.บุชศรัทธา ดังนั้น “ถ้าหากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ (ปาเลสไตน์) จะต้องตกอยู่ในกำมือใครสักคน คนๆนั้น สมควรเป็นยิว ไม่ใช่มุสลิม” แนวคิดนี้อธิบายหลักฐาน ด้วยเหตุผลสองประการ ดังนี้   

ประการที่หนึ่ง ชาวคริสเตียนพวกนี้เชื่อและศรัทธาว่า พวกอิสราเอลเป็นเจ้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง (ไม่ใช่มุสลิม) ดังที่ระบุใน The Old Testament (หรือที่คริสต์เตียนเรียกว่า คัมภีร์พระคริสต์ธรรมเดิม เป็นฉบับที่คริสต์เตียนและยิว เชื่อ ศรัทธา และใช้ร่วมกัน เช่น บทอพยพ หรือ The Exodus ที่กล่าวถึง การพายิวข้ามทะเลแดงของโมเสส  

เหตุผลประการที่สอง ชาวคริสเตียนเชื่อว่า การกลับมาสู่โลกของพระเยซูๆ จะเสด็จลงมาที่เนินเขาแห่งไซออน (เนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งมัสยิดอัล-อักซอ) และวาระสุดท้ายของโลก หรือ Armageddon ก็จะมาถึง จะเห็นว่าเหตุผลสองข้อนี้ เป็นประเด็นทางศาสนาล้วนๆ และเป็นแรงขับดันให้พวกคริสเตียนขวาจัด ซึ่งมีอิทธิพลที่หยั่งรากลึกในแวดวงการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ การเงิน และทางสังคม ไม่น้อยกว่าพวกอเมริกัน-ยิว (หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำไป) ให้การสนับสนุนนักการเมืองอเมริกัน อย่างออกหน้าออกตา และทำทุกวิถีทางคนที่ตนสนับสนุนให้เป็นประธานาธิบดีเข้าสู่ทำเนียบขาวให้มากที่สุด ไม่รังเกียจว่าจะสังกัดพรรคไหน ท่ามกลางแรงต่อต้านจากคนอเมริกันสายเสรีนิยม พวกคริสต์เตียนขวาจัดสุดโต่งเหล่านี้ เห็นว่ายิวคือตัวแทนในการทำสงครามต่อต้านอิสลาม และมอบบทบาทวีรบุรุษนักรบแก่อิสราเอล พวกเขาแต่งตั้งให้อิสราเอล เป็นอัศวินแห่งสงครามครูเสดยุคใหม่ (ที่เสียสละและยอมตายแทนเหล่าคริสต์เตียนในโลกตะวันตก) ด้วยความเต็มอกเต็มใจ และแสดงออกด้วยการสนับสนุนอิสราเอลในทุกกรณี ทุกวิถีทาง โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆซ่อนอยู่เบื้องหลัง เพราะฉะนั้นถ้าทฤษฎีนี้จริง ก็ไม่ต้องสงสัยว่าความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลจะลงเอยแบบไหน 

เริ่มจากการรุกรานแย่งชิงดินแดน มาเป็นการต่อต้านอิสลาม และกลายมาเป็นค่านิยมบนผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างยิวและคริสต์เตียนอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง เราเรียกความร่วมมือกันทางจิตวิญญาณนี้ว่า Judeo-Christian Values ที่วางอยู่บนเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อรักษาความศรัทธาทางศาสนา และต่อต้านอิสลาม 

นักคิดจากโลกอาหรับ แย้งว่าเหตุผลที่อ้างตามทฤษฎีใหม่นี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องศาสนาล้วนๆ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ในสังคมอเมริกัน โดยยืนกรานอย่างแข็งขัน ด้วยสมมติฐานเดิมๆต่อไปว่า ถ้าไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ที่อเมริกันได้รับ อเมริกันจะช่วยยิวไปทำไม? แล้วถ้าไม่มียิวในแวดวงการเมืองอเมริกันที่คอยไปล็อบบี้ ทำไมรัฐบาลอเมริกันจึงจัดงบประมาณช่วยเหลืออิสราเอลมากเป็นอันดับหนึ่งถึงปีละกว่าสามหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งความจริงข้อนี้ก็น่าสงสัยไม่น้อย และทำให้เราละเลยทฤษฎีจากโลกอาหรับไม่ได้เหมือนกัน 

ไม่ใช่แค่อเมริกันเท่านั้นที่หนุนหลังเข้าข้างยิว แต่โลกตะวันตกเกือบทั้งหมด ก็อยู่ข้างยิว (เพียงแต่ไม่ออกหน้าเท่าอเมริกัน) “เพราะยิวใกล้ชิดกับคริสเตียน” ความเหมือนระหว่างยิวกับคริสเตียนนั้น ไม่ได้เหมือนกันในศาสนาเท่านั้น แต่ยังเหมือนในแง่ของความเป็นคนจากโลกตะวันตกอีกด้วย”  

 

เราจะต้องไม่อาจเผลอสรุปไปว่า ยิวในอิสราเอลเป็นชาวตะวันออกกลาง หรือเป็นยิวดั้งเดิม พวกเดียวกับบรรดาศาสดาในอดีตเป็นอันขาด ข้อเท็จจริงก็คือ ยิวในอิสราเอลปัจจุบันนั้น 99.99% เป็นฝรั่ง ยิวรู้ดีว่าถ้าขืนทำตัวเป็นสิ่งแปลกปลอมในหมู่ชาวตะวันตก แน่นอนยิวย่อมกลายเป็นคนแปลกหน้า(เหมือนชาวมุสลิมเป็นคนแปลกหน้า ในฐานะศัตรูเก่าของพวกคริสเตียนชาวตะวันตก) เพราะคนแปลกหน้า ย่อมไม่เห็นใจช่วยเหลือกัน ไม่ยากที่ยิวจะทำตัวกลมกลืนกับฝรั่งตะวันตกเพราะจริงๆแล้ว ยิวก็คือชาวยุโรปแท้ๆ เป็นฝรั่งตาน้ำข้าวเหมือนกัน ยิวฉลาดพอที่จะไม่ทำให้ตัวเองแตกต่างจากพวกตะวันตกเพราะศาสนา หรือเชื้อชาติ เมื่อรู้เช่นนี้ ยิวจึงใช้วิธีการฮาสบารา (Hasbarah) ภาษาฮิบรูแปลว่า “การอธิบาย” แต่ความหมายในวัตถุประสงค์นี้ควรแปลว่า “การโฆษณาชวนเชื่อ”มากกว่า

ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งรัฐยิวใหม่ๆ เช่น การส่งวงดนตรีออเคสตร้าของคนหนุ่มคนสาวชาวยิว ชื่อวงดนตรี อิสราเอล ฟิลฮาโมนิค ออกตระเวนทัวร์ไปทั่วโลกตะวันตก เพื่อบอกเล่าเรื่องราว และชัยชนะของชนชาติยิว (และแน่นอน มันก็คือชัยชนะของคนตะวันตก ที่มีเหนืออิสลามด้วย) ยิวหวังได้รับความเห็นอกเห็นใจจากโลกตะวันตก แล้วยิวก็ได้มันมาจริงๆ ยิ่งกว่านั้นและสำคัญที่สุด ยิวได้แสดงให้โลกตะวันตก เห็นว่ายิวนั้นที่แท้นั้น ก็มีค่านิยม และวัฒนธรรมเดียวกันกับชาวตะวันตกนั่นเอง สุดท้ายไม่ว่าจะใช้ทฤษฎีไหนอธิบาย ก็ได้คำตอบเหมือนกันว่าเหตุที่อเมริกันเข้าข้างยิวตลอดกาลก็เพราะว่า ยิวกับอเมริกันนั้นเป็น พวกเดียวกัน ก็ย่อมมีศัตรูเดียวกัน นั่นเอง

 

และในสภาวะความยากลำบากในการปรากฎขึ้นของสงครามเชื้อโรค โคโรนาไวรัส-19 การเปิดเผยตัวตนและเจตจำนงค์ที่เด่นชัดในการแย่งยึดดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมดและครอบครองเยรูซาเล็มแต่ฝ่ายเดียวของยิวไซออนิสต์เด่นชัดขึ้นอย่างไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไปแล้ว ด้วยองค์กรอำนาจรัฐ และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยลูกหลานยิวไซออนิสต์อย่างโอ่อ่าผ่าเผยไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนต่อไป

แต่ความจริงของโลกยุคใหม่ สลับซับซ้อนเกินกว่า จะอธิบายแค่แนวคิดที่กล่าวมาแล้ว แนวคิดเรื่องสงครามครั้งสุดท้ายอาจไม่จำกัดเฉพาะเรื่องระหว่างศาสนาคริสต์-ยูดาย-อิสลาม แต่สงครามครั้งนี้อาจเป็นการต่อสู้ระหว่างผู้ที่เชื่อในพระเจ้ากับผู้ปฏิเสธพระเจ้าหรือไม่?? เราจะเรียนรู้ไปด้วยกันท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆของโลก ซึ่งก็เชื่อมโยงกับแก่นของความเชื่อและศรัทธาที่ยากจะกลมกลืนกันในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้