สื่อใหญ่ไปคนละทาง!? “ช่อง 3” ออกตัว อวยไฟเซอร์ ฉีดแล้วเปิดประเทศรอด หวังเหน็บรัฐบาล ขณะ “เวิร์คพอยท์” ข้อมูลกลับตรงกันข้าม!!

740

จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีประกาศออกมา ถึงแนวทางการเดินหน้าต่อสู้กับสถานการณ์โควิด-19 ที่จะนับถอยหลังอีก 120 วัน จะเปิดประเทศ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส มาท่องเที่ยว เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ ประชาชนอยู่รอด

แน่นอนว่ามีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ ว่า 120 วัน จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ด้วยจำนวนตัวเลขที่ยังติดเชื้อสูง และการฉีดวัคซีนที่จะตรงตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ล่าสุดนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจน การกำหนด 120 วันการเปิดประเทศ ตามแถลงการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า เรื่องกำหนด 120 วันเป็นหลักการ ไม่ใช่เรื่องกดปุ่ม ไม่ใช่เรื่องการเคานท์ดาวน์ แต่เป็นการเริ่มทยอยเปิด โดยทุกจังหวัดทั่วประเทศต้องไปเตรียมความพร้อม บูรณาการในส่วนของตัวเอง

เป็นแผนการดำเนินการในภาพใหญ่ อาทิ จ.ภูเก็ต เป็นจังหวัดแรกเริ่ม เนื่องจากเขามีความพร้อมก็สามารถเปิดได้ก่อน ซึ่งไม่ต้องรอให้ครบกำหนด 120 วัน ทั้งนี้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 25 มิ.ย.นี้ เพื่อตรวจความพร้อมอีกครั้ง ส่วนนายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ในวันที่ 1 ก.ค.นี้

ขณะที่ในโลกออนไลน์ มีกระแสการรายงานข่าวของ “รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ” ที่ทำภาพกราฟฟิก เปรียบเทียบ 3 ประเทศ ได้แก่ ชิลี อังกฤษ และอิสราเอส ซึ่งทั้ง 3 ประเทศ มีการใช้วัคซีนต่างยี่ห้อกัน ชิลีใช้วัคซีนซิโนแวคเป็นหลัก เมื่อฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว กลับมาเปิดประเทศ ก็ทำให้ต้องปิดประเทศอีกครั้ง ส่วนทางอังกฤษ ใช้วัคซีนแอสตราฯเป็นหลัก เมื่อมีการเปิดประเทศ ก็ต้องกลับมาปิดประเทศอีกครั้งเช่นกัน และอิสราเอล ใช้วัคซีนไฟเซอร์ จนทำให้เปิดประเทศได้ และเศรษฐกิจยั่งยืน พร้อมทิ้งท้ายว่าได้ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ทันทีที่มีนำเสนอข่าวและภาพกราฟฟิกนี้ ได้มีคอมเม้นต์เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ว่าทำไมถึงไม่ซื้อวัคซีนไฟเซอร์มาให้ฉีดตั้งแต่แรก โดยทิศทางคอมเม้นต์มุ่งเน้นไปทางการโจมตีรัฐบาลอย่างมาก

 

ขณะที่อีกสื่อใหญ่ อย่าง “เวิรค์พ้อยท์” ได้รายงานข้อมูลโควิดแต่ละประเทศผ่าน เว็บไซต์ workpointnews.com โดยปรากฎลำดับที่ 32 ประเทศอิสราเอล ว่ายังมีความเสี่ยง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลด้วยว่า ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ยังพบผู้ติดเชื้ออยู่ที่ราว ๆ 215 คน ซึ่งแผนของอิสราเอส ไม่ได้มีมาตรการบังคับใส่หน้ากากอนามัยแล้ว แต่ก็ยังพบผู้ติดเชื้ออยู่ ไม่ได้เหลือเป็นศูนย์ราย

ทั้งนี้จะเห็นว่า 2 ข้อมูลจากสื่อดังทั้ง 2 ช่อง ไม่ตรงกัน และจากการนำเสนอของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทำให้ประชาชนยิ่งวิตกกังวลว่า ถ้าไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยไฟเซอร์ จะยิ่งทำให้เกิดอันตรายและเปิดประเทศไม่ได้หรือไม่ ซึ่งไม่ทราบแน่ชัดถึงเจตนาในการนำเสนอ ว่าต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงยี่ห้อวัคซีนที่มีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ หรือเป็นการปรามาสรัฐบาลว่าไม่มีทางจะเปิดประเทศได้ภายใน 120 วันที่เหลือนับจากนี้ แต่ที่เห็นตรงกันคือ 2 สื่อใหญ่ ต่างใช้ข้อมูลตรงกันข้าม เพื่อนำเสนอข่าว และอาจจะสร้างความสับสนแก่ประชาชน ว่าตกลงประเทศอิสราเอลนั้น เราสามารถยึดเป็นแนวทางพัฒนาประเทศได้ หรือยังมีความเสี่ยงมากอยู่กันแน่