“แรมโบ้” ซ้ำแผล “วิโรจน์” คนไร้สัจจะ เย้ยสาเหตุไม่กล้าลาออก เพราะเป็นส.ส.ที่หมดค่า ปชช.จารึกชื่อแล้ว สมัยหน้าไม่มีใครเลือกเข้าสภา!!

873

สืบเนื่องจากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวชี้แจงกลางสภาในหลาย ๆ เรื่อง ที่กำลังเป็นประเด็นถูกโจมตี และยังกล่าวถึงเรื่องวัคซีนด้วยว่า “วันนี้มีการปลดล็อก อปท.ให้ซื้อวัคซีน แต่จะซื้อได้หรือไม่ จะซื้อจากบริษัทใด เพราะเขามาขึ้นทะเบียนกับรัฐบาลหมดแล้ว

ทั้งซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ไม่ใช่เวลาที่จะมาเอาหน้าตากันตอนนี้ ส่วนที่ระบุตอนนี้มีผู้ติดเชื้อสะสม 1.8 แสนคน แต่มีคนได้กลับบ้าน 1.3 แสนคน รักษาตัวอยู่4 หมื่นคน ทำไมไม่พูด ยืนยันทุกจังหวัดต้องได้วัคซีน แต่จะมากน้อยว่ากันไป ทุกอย่างตรวจสอบได้ เรื่องกระจายวัคซีนเป็นอำนาจผู้ว่าฯ บางครั้งไม่พอ ต้องรอนิดนึง อย่าเอาวัคซีนมาเล่นการเมือง” และได้กล่าวตอนท้ายอีกด้วยว่า ตนให้เกียรติ แต่บางครั้งการทำการเมืองอย่างเดียว ประเทศก็ไปไม่ได้ ขณะนี้วัคซีนมาแล้วในเดือนมิ.ย. ใครที่พูดว่าถ้าวัคซีนมาแล้วจะลาออก ทำไมไม่ลาออก ก่อนที่นายวิโรจน์จะตอบโต้กลับว่า แค่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบ ต้องลาออกด้วยหรือ?


ต่อมานายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เปรียบเทียบรัฐบาล คือ โรงพยาบาลจันทร์โอชา โดย นายเสกสกล ระบุว่า นายวิโรจน์จะมีความคิดแบบฝ่ายค้านที่ไม่สร้างสรรค์ค้านไร้เหตุผล ทุกคนก็รู้นิสัย เพราะแม้ว่านายกฯ และรัฐบาลจะทำงานได้ดีเพียงใดจะต้องไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปทราบดีว่า ส.ส.คนนี้มีพฤติกรรมเช่นไร แต่ส่วนตนเองเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเข้าใจในการทำงานของนายกฯ และรัฐบาล ในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีน ซึ่งนายกฯ ได้ให้ความสำคัญในการดูแลประชาชนในทุกด้านทั้งสาธารณสุข การบรรเทาความเดือดร้อน อยากให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนให้เร็วและมากที่สุด

แม้จะเป็นฝ่ายค้าน แต่ผมก็มองว่านายวิโรจน์สามารถทำดี เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติได้ ไม่ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านแล้วต้องค้านทุกเรื่อง การโจมตีใส่ร้ายนายกฯ และรัฐบาลอันเป็นเท็จและบิดเบือนนั้นจนลืมไปว่าคนที่เป็น ส.ส.คือ ผู้แทนที่จะต้องเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในยามเดือดร้อนมีปัญหา และเอาข้อเดือดร้อนของประชาชนมาเสนอรัฐบาล ไม่ใช่มาอาศัยตำแหน่ง ส.ส.หาประโยชน์ทางการเมืองเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว โดยใช้วาจาแบบนักโต้วาที ต่อว่าด่าทอรัฐบาลแบบดูหมิ่นดูแคลนเช่นนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นเพราะอยากเข้ามามีอำนาจ อยากเข้ามาเป็นรัฐบาลจนหน้ามืดตามัว ไม่สนว่าสิ่งที่พูดจะถูกหรือผิด คนอื่นจะเสียหายหรือไม่ ซึ่งหากยังทำตัวแบบนี้ ผมมั่นใจว่า นายวิโรจน์ คงไม่ได้เข้ามาพูดในสภาอีกแน่นอนในสมัยหน้า คงมีโอกาสเพียงสมัยเดียวแค่นี้เพราะประชาชนเบื่อหน่ายนักการเมืองประเภทวาจาสามหาว พูดมากแบบน้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรงจนหาสาระอะไรไม่ได้เลย

“นอกจากนี้ ผมยังมองว่า นายวิโรจน์ ไม่ควรออกมาพูดอะไรแล้ว เพราะได้หมดความน่าเชื่อถือไปแล้ว ตั้งแต่ท้าทายให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่ง หากวันที่ 7 มิถุนายน 2564 ถ้าไม่มีวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้ามาฉีดให้บริการ ตรงกันข้ามกลับมีมาฉีดให้ประชาชนตามที่กำหนดไว้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้นายวิโรจน์ต้องลาออกอย่างมากมาย เพื่อดูสปิริตและสัจจะวาจาของนายวิโรจน์ แต่นายวิโรจน์ก็ไม่กล้าลาออก ซึ่ง ผมมองว่าที่ไม่กล้าลาออกเพราะกลัวว่าจะไม่ได้กลับเข้ามาเป็น ส.ส.อีก และคนที่หมดความน่าเชื่อถือเช่นนี้ประชาชนจะไปเชื่อถือในคำพูดได้อย่างไร จะต้องช่วยกันจดจำและจารึกเอาไว้ว่า ในสมัยหน้าอย่าเลือกเข้าสภาอีกเด็ดขาด”