เว็บต่างชาติ กระชากหน้ากาก แก๊งเฟคนิวส์ตั้งสนข.เก๊ โจมตีสถาบัน พบเปิดไม่ถึงเดือน ปกปิดโดเมน ให้สื่อไทย-แนวร่วม3กีบนำขยายต่อ!!

587

เว็บต่างชาติ กระชากหน้ากาก แก๊งเฟคนิวส์ตั้งสนข.เก๊ โจมตีสถาบัน พบเปิดไม่ถึงเดือน ปกปิดโดเมน ให้สื่อไทย-แนวร่วม3กีบนำขยายต่อ!!

จากกรณีที่ขณะนี้มีขบวนการสร้างข่าวปลอมและปล่อยเฟคนิวส์ เพื่อมุ่งโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อหวังที่จะใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด เช่นเดียวกับกรณีของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ผู้ถูกออกหมายจับตามความผิดมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส ก็ได้โพสต์ข่าวลืออัปมงคล ออกมา และสามกีบก็นำไปขยายต่อ

ล่าสุดทางด้าน เว็บไซต์ techarp.com ได้เผยแพร่บทความ ตรวจสอบข่าวลือเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ของไทย เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ซึ่งมีกระแสข่าวว่า ในหลวงประชวร ในระหว่างการกักตัวที่ประเทศเยอรมนี ว่าทั้งหมดเป็นข่าวปลอม

โดย Techarp ได้ แฉว่า เว็บไซต์ที่เผยแพร่ข่าวปลอมนั้น ใช้ชื่อว่า The StuffPost ซึ่งเป็นชื่อเทมเพลตเว็บข่าวสาร ของระบบ WordPress และ เพิ่งจดทะเบียนเว็บไซต์ ชื่อว่า NYCINews เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ก่อนหน้าที่จะปล่อยข่าวไม่ถึงเดือน โดยมีเนื้อหาข่าวในเว็บเพียงแค่ 8 ข่าวเท่านั้น และหลังจากที่ เว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่ข่าวปลอมออกไป ก็มีกลุ่มโซเชียลกลุ่มหนึ่ง นำไปขยายต่อเพื่อปั่นให้เกิดกระแส
Techarp ระบุว่า สิ่งที่ยืนยันได้ดีว่าเป็นข่าวปลอม ก็คือเว็บไซต์สื่อกระแสหลัก ไม่มีรายไหนรายงานข่าวดังกล่าวเลย ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่มาก และสิ่งที่น่าสงสัยอย่างมากก็คือการปกปิดรายละเอียดของเจ้าของโดเมน ซึ่งมักจะทำโดย ผู้ที่วางแผนที่จะดำเนินการปล่อยข่าวปลอม โดยหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ ได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 โดย พระมหากษัตริย์ของไทย ทรงได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับมาตรการของรัฐบาลในการป้องกันโควิด-19 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563 รวมทั้งได้พระราชทานอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับกระทรวงสาธารณสุขไว้ใช้ในสถานการณ์โควิด-19 อีกด้วย
Techarp สรุปว่า ผู้จัดทำเว็บไซต์ปลอมดังกล่าว ต้องการปล่อยข่าวเพื่อโจมตีพระมหากษัตริย์ของไทยโดยเฉพาะ โดยดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกให้สนใจว่า พระองค์ทรงหนีไปที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในเยอรมนีเพื่อหลีกเลี่ยง COVID-19