ประธานรัฐสภารัสเซียเชื่อโควิด-19 รั่วไหลจากแล็บไบโอสหรัฐฯ?!? ขณะไบเดนโหมกล่าวหาจีนทำไวรัสหลุดจากแล็บอูฮั่นอีก

523

ปธน.โจ ไบเดนนอกจากไม่ได้ทำอะไรต่างจากอดีตปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เรื่องจีนแล้ว ยังมีพฤติกรรม ผลักจีนเป็นศัตรูอย่างเปิดเผย กรณีล่าสุดที่ปธน.ไบเดน ออกคำสั่งให้ซีไอเอหาคำตอบเรื่อง ไวรัสโควิด-19 รั่วไหลจากแล็บอู่ฮั่นในจีน ถูกยกขึ้นมาโหมใหม่อีกครั้ง ขณะที่ทั่วโลกเริ่มรับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า สหรัฐซุ่มวิจัยทางทหารด้านชีวภาพในแล็บไบโอทั่วโลกกว่า 200 แห่ง และที่สำคัญอดีตยืนยัน พฤติกรรมสหรัฐที่เคยใช้อาวุธชีวภาพทำลายประเทศที่เป็นศัตรูและที่ไม่สยบยอมอย่างโหดร้าย ทั้งในเวียดนาม ซีเรีย เป็นต้น เช่นนี้ทำไมไม่มีใครเรียกร้องให้ WHO ตรวจสอบแล็บไบโอของสหรัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศบ้าง

สำนักข่าวทาสส์ รายงานว่าเวียเชสลาฟ โวโลดิน(Vyacheslav Volodin) ประธานสภาดูม่า (State Duma)หรือสภาล่างของรัสเซีย เปิดเผยว่าเชื้อไวรัส โควิด-19 อาจเชื่อมโยงกับการรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการทางชีวภาพของสหรัฐ

โวโลดิน เปิดเผย ณ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติว่า “หนึ่งในห้องปฏิบัติการที่สหรัฐเปิดดำเนินการทั่วโลกได้เกิดการรั่วไหล และผมคิดว่ามันเป็นสิ่งถูกต้องหากรัฐบาลรัสเซียหยิบยกประเด็นความรับผิดชอบต่อการระบาดของโรคโควิด-19 ขึ้นมา”

สหรัฐจัดตั้งห้องปฏิบัติการชีวภาพหลายแห่งใน 25 ประเทศและภูมิภาคทั่วตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียตอย่างยูเครน ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการถึง 16 แห่ง และเชื่อว่าสถานที่หลายแห่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทหารทางชีวภาพ

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

เมื่อวันพุธที่ 26 พ.ค.2564 หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า ปธน.โจ ไบเดนได้สั่งหน่วยงานข่าวกรอง(ซีไอเอ) ตรวจสอบต้นตอโควิด-19 ภายใน 90 วัน พร้อมเรียกร้องความร่วมมือจากปักกิ่ง ส่วนจีนซัดกลับวอชิงตันจุดชนวนทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดซะเอง ทั้งชี้ว่าโลกต่างรู้ซึ้งประวัติศาสตร์ดำมืดของหน่วยงานข่าวกรองอเมริกา

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน สั่งให้หน่วยงานด้านข่าวกรองของอเมริกาตรวจสอบและรายงานภายใน 90 วัน ว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่อุบัติขึ้นครั้งแรกในจีนนั้น มีต้นกำเนิดจากสัตว์หรือหลุดจากห้องปฏิบัติการในเมืองอู่ฮั่น พร้อมกำชับให้ห้องปฏิบัติการแห่งชาติให้การช่วยเหลือในการตรวจสอบเรื่องนี้ รวมทั้งยังสั่งให้หน่วยงานข่าวกรองจัดเตรียมรายการคำถามที่เฉพาะเจาะจงที่ต้องการให้รัฐบาลจีนตอบ พร้อมเรียกร้องให้ปักกิ่งร่วมมือกับนานาชาติเพื่อสืบหาต้นตอของไวรัสโคโรนานี้

ทั้งๆที่คณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ส่งลงพื้นที่ตรวจสอบในจีนเมื่อต้นปีนี้ โดยมีคำตอบออกมาในเบื้องต้นว่า “ไม่มีแนวโน้มเป็นไปได้อย่างยิ่ง” นั้น กำลังถูกวอชิงตันปลุกขึ้นมาใหม่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ด้านจีนยืนกรานปฏิเสธทฤษฎีดังกล่าวมาตลอด พร้อมกล่าวหาอเมริกาปลุกปั่นทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดและนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวในการรับมือวิกฤตโรคระบาดของตัวเอง

ในวันพฤหัสบดีที่ 27 พ.ค.2564 เจ้า ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวคัดค้านการตรวจสอบรอบใหม่ และตอบโต้ว่าแรงจูงใจและเป้าหมายของคณะบริหารของไบเดนนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง ก่อนสำทับว่า โลกรับรู้ประวัติดำมืดของหน่วยงานข่าวกรองอเมริกามานานแล้ว และพาดพิงถึงการกระทำของสหรัฐต่ออิรัก สหรัฐตั้งข้อกล่าวหาโดยไม่มีมูลเรื่องการครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างยกทัพบุกอิรักโค่นซัดดัม

สำหรับสมมติฐานที่ว่า ไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทีมผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ของ WHO ที่เดินทางไปจีนเมื่อต้นปีนั้น เชื่อว่า ต้นตอของไวรัสมาจากค้างคาวและถ่ายทอดสู่คนโดยมีสัตว์สายพันธุ์อื่นเป็นพาหะ

ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในช่วงแรกที่โควิดระบาด แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยยังไม่สามารถค้นพบไวรัสชนิดนี้ทั้งในค้างคาวและสัตว์อื่นๆ ที่มีลายเซ็นทางพันธุกรรมตรงกับไวรัสโคโรนาหรือ SARS-CoV-2 ต่างจากกรณีไวรัสซาร์สและเมอร์ส ซึ่งเป็นตระกูลไวรัสโคโรนาเหมือนกันที่ถ่ายทอดสู่คน และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วว่า มีต้นตอจากชะมดและอูฐตามลำดับ

สถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกา (เอ็นไอเอช) ที่เคยให้ทุนสนับสนุนสถาบันวิจัยอู่ฮั่นในการวิจัยไวรัสโคโรนาในค้างคาว ปฏิเสธว่า ไม่ได้สนับสนุนการทดลองเพื่อสร้างซูเปอร์ไวรัสด้วยการดัดแปลงให้ไวรัสมีความสามารถในการแพร่เชื้อให้มนุษย์มากขึ้นแต่อย่างใด