ปิยบุตรป้องแกนนม็อบโดนฟ้องม.112 จี้ยกเลิกกม.หยุดเอาผิดอาญา แค่คดีแพ่งก็พอ

3803

จากที่ปิยบุตร ออกมาจี้หมอตุลย์ฟ้อง ม.112 แกนนำการชุมนุมทั้งที่พูดเองว่าไม่ควรทำ เผยขอเสนอยกเลิกความผิดทางอาญา แล้วให้ไปฟ้องคดีแพ่งกัน อ้างใช้ปราบคนเห็นต่าง !?!

จากที่วัน(22ก.ย.63) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวก่อนเริ่มเวทีเสวนาปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จัดโดย คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีการดำเนินคดี ม.112 ต่อแกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม

ทั้งนี้ นายปิยบุตร กล่าวถึงการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามว่า พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับระบอบประยุทธ์ถูกกระบวนการในทางกฎหมายเล่นงานหนักเป็นพิเศษ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนระบอบประยุทธ์ซึ่งครองอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันแทบจะไม่โดนอะไรเลย รอดหมดทุกเรื่อง นี่คือการเอากระบวนการทางกฎหมายมาปราบปรามฝ่ายตรงข้ามของตนเอง ยกตัวอย่างกรณีล่าสุด เจ้าหน้าที่เลือกหยิบกฎหมายโบราณสถานโบราณวัตถุขึ้นมาเล่นงานกลุ่มนิสิต นักศึกษา เยาวชน ประชาชน ที่ชุมนุมที่สนามหลวง

“อีกตัวอย่างคือ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ไปฟ้อง ม.112 แกนนำการชุมนุม ผมเองเพิ่งขึ้นเวทีเสวนากับหมอตุลย์ ในเวทีนั้น วิทยากร 2 ท่าน รวมถึงหมอตุลย์ได้ยืนยันถึงพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ที่ไม่ต้องการให้มีการดำเนินคดีตาม ป.อาญามาตรา 112 ตรงกันข้าม ไม่กี่วันถัดมา หมอตุลย์ก็ไปแจ้งความดำเนินคดี ม.112 ต่อแกนนำการชุมนุมเสียเอง

ผมเห็นว่ามาตรานี้ควรยกเลิก รวมถึงโทษอาญาในฐานหมิ่นประมาททั้งหมด หากไม่พอใจกันในการพูด การเขียน การพิมพ์ ให้ไปเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง แต่ต้องไม่เอาคนไปติดคุกเพราะการแสดงออก ตอนนี้กลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่มีเป้าหมายในใจว่าต้องการดำเนินคดีกับคนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล และใช้วิธีไปหากฎหมายอะไรมาสักอย่างหนึ่ง เพื่อมาดำเนินคดีสร้างความลำบากให้กับประชาชน

เห็นว่ากระบวนการนิติสงครามยังคงดำรงอยู่และแรงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชน บางครั้งปล่อยให้แสดงออกไปก่อน แล้วกลับมาเปิดกฎหมายดูว่ามีอะไรเล่นงานได้บ้าง แล้วค่อยเอาไปดำเนินคดีตามหลัง ในท้ายที่สุดแล้วกฎหมายมีหน้าที่ผดุงความยุติธรรม พิทักษ์สิทธิเสรีภาพ หรือปราบปรามคนที่คิดเห็นต่างกันแน่” นายปิยบุตร กล่าว