“พี่สาวจอห์น” รีบงับอย่างไว หลังสื่อใหญ่ “อมรินทร์” พาดหัวข่าวบิดเบือนประเด็น

731

สื่อไทย เกิดอะไรขึ้น!? “พี่สาวจอห์น” รีบงับอย่างไว หลังสื่อใหญ่ “อมรินทร์” พาดหัวข่าวบิดเบือนประเด็น “หมอยง” โดนอีกแล้ว!?

ซึ่งทางด้านของ ผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ @WasanaWW ซึ่งเป็นของ “ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์” ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นพี่สาวของ “จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์” พิธีกร รายการเจาะข่าวตื้น ซึ่งเป็นรายการวิจารณ์การเมือง ได้แชร์ข่าวของ สำนักข่าวอมรินทร์ ที่มีการพาดหัวในเชิงบิดประเด็น โดยอ้างว่า “หมอยง แนะรัฐ เปลี่ยนยี่ห้อวัคซีน” พร้อมกับโพสต์ข้อความโจมตี โดยระบุว่า

“แล้วที่เชียร์ Sinovac สุดลิ่มทิ่มประตูมาโดยตลอด ถ้าเป็นญี่ปุ่นนี่ต้องคว้านท้องแล้วนะ #เชื่อหมาไม่เชื่อหมอ”

ซึ่งจากการพาดหัวข่าวของสำนักข่าวอมรินทร์ และการโพสต์ข้อความของคนที่เป็นระดับ ผศ.ดร. ที่น่าจะมีความน่าเชื่อถือสูงทำให้ประชาชนต่างเกิดความตกใจ ที่ทางด้านของ หมอยง ออกมาพูดแบบนี้ และทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งรุมโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง และโยงไปถึงการบริหารจัดการเรื่องวัคซีน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การพาดหัวข่าวของ สำนักข่าวอมรินทร์ ค่อนข้างผิดไปจากเนื้อหาข้างในเป็นอย่างมาก โดยเนื้อหาภายในที่ทางด้านของหมอยง พูดถึงนั้นแบบสรุปคร่าวๆคือ

คนที่แพ้วัคซีนเข็มแรก เข็มที่ 2 ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนชนิดวัคซีนหรือในอนาคตที่มีวัคซีนหลายยี่ห้อมา​ ถ้าต้องการกระตุ้นในคนที่ได้รับวัคซีนครบแล้วจะสามารถทำได้อย่างไร ข้อมูลทั้งหมดจะต้องรีบทำการศึกษาเพื่อนำมาใช้ในประเทศของเรา ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนวัคซีนแต่อย่างใด

โดยเนื้อหาเต็มๆที่ทางด้านของ “นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ” ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว ก็คือ

จุดเริ่มต้นถึงแม้ว่าจะออกจากประเทศจีนเข้าสู่เอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย มีการควบคุมโรคได้เป็นอย่างดียิ่ง ด้วยมาตรการต่างๆ
โรคได้ไประบาดอย่างมากในตะวันออกกลาง ยุโรป และอเมริกา ลงสู่ลาตินอเมริกา
ในอเมริกา ยุโรป มีการระบาดอย่างหนัก

เมื่อเริ่มมีการใช้วัคซีนตั้งแต่ปลายปี จะเห็นได้ว่ากว่าจะควบคุมโรคได้ให้ลดลง ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4 เดือน
ในขณะนี้การระบาดในอเมริกา อังกฤษ อยู่ภายใต้การควบคุม และระบบสาธารณสุขสามารถรองรับได้
โรคได้ย้อนกลับมายังเอเชีย อีกครั้งหนึ่งโดยเฉพาะที่ประเทศอินเดีย และรอบข้าง มีการระบาดอย่างหนัก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย

บทเรียนจากทางยุโรปและอเมริกา ในการควบคุมโรคด้วยวัคซีน ต้องให้เร็วและครอบคลุมให้มากที่สุด แม้กระทั่งในอเมริกาเอง ใช้เวลาร่วม 5 เดือนแล้ว อัตราการครอบคลุมยังอยู่ที่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เริ่มเห็นผลว่ามีการควบคุมโรคได้เป็นอย่างดี
ประเทศไทยเพิ่งเริ่มให้วัคซีน ขณะนี้ครอบคลุมเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ จะต้องทำให้ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ภายใน 4 เดือน เราจึงจะเห็นผล
การให้วัคซีนจะต้องปูพรมไปก่อน ครอบคลุมให้ได้มากที่สุด ด้วยวัคซีนที่เรามีอยู่ AstraZeneca และตาม ด้วยการกระตุ้นเข็ม 2

ในขณะเดียวกันเราก็จะต้องพยายามหาวัคซีนอื่นๆเพิ่มเติมมาอีก เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ จำเป็นจะต้องมีการกระตุ้น ให้ภูมิสูงอยู่ตลอดเวลา หรือปรับเปลี่ยน วัคซีนให้เหมาะสมกับการกลายพันธุ์ของไวรัส
การติดตามภูมิต้านทานในประชากรไทยที่ได้รับวัคซีน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง และจะต้องประเมินประสิทธิภาพ ในการป้องกัน ในบริเวณที่มีการระบาด ศึกษาแนวทางการกระตุ้นในเข็มที่ 3 เพื่อให้คงสภาพภูมิที่สูงอยู่ตลอดเวลา ใช้ในการป้องกันระยะยาวต่อไปมีความจำเป็น ที่จะต้องเริ่มทำการศึกษา

สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำการศึกษา คือการสลับปรับเปลี่ยนชนิดหรือยี่ห้อของวัคซีน เพราะขณะนี้เราเริ่มเห็นปัญหา เช่นนักเรียนหรือผู้ที่จะเดินทางไปยุโรปหรืออเมริกา ยังไม่แน่ใจว่าจะยอมรับวัคซีนจีนหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับเราจะฉีดวัคซีนเพิ่มเติมหรือมีการสลับปรับเปลี่ยนชนิดของวัคซีนที่กำลังฉีดอยู่ได้หรือไม่ คนที่แพ้วัคซีนเข็มแรก เข็มที่ 2 ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนชนิดวัคซีน
หรือในอนาคตที่มีวัคซีนหลายยี่ห้อมา ถ้าต้องการกระตุ้นในคนที่ได้รับวัคซีนครบแล้ว จะสามารถทำได้อย่างไร ข้อมูลทั้งหมดจะต้องรีบทำการศึกษาเพื่อนำมาใช้ในประเทศของเรา