ก้าวไกลถูกจับโป๊ะ สส.สุพิศาลเป็นคนจับอากงสมัยเป็นตร. เจ้าตัวโบ้ยกม.112 ต้องแก้

3683

จากที่เพจคณะก้าวหน้า ได้โพสต์ เรื่อง 9 ปีการจากไปของชายชรา “ม.112” ฆ่า “อากง” หรือ “นายอำพล ตั้งนพกุล” ชายวัย 62 ปี โดยการหยิบคดีอากง ที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังนำมาโหนต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่เคยได้ทราบความจริงอีกมุมหนึ่งนั้น

ทั้งนี้เพจคณะก้าวหน้า ได้ยกเรื่องอากง คือ แพะ และต้องถูก เชือดด้วยคดีความผิด มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยยังได้พยายามชี้เป้าไปที่ มาตรา 112 คือกฎหมายที่ “ฆ่าอากง” และปลุกปั่นให้ กลุ่มคนที่ไม่เคยศึกษาความจริงทั้ง 2 ด้าน เกิดการคล้อยตาม และไม่พอใจกฎหมาย มาตรา 112

ขณะที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า รองขาโต๊ะ@tablelegsupport  ได้โพสต์ข้อความถึงคดีดังกล่าวด้วยว่า  “9 พ.ค. วันนี้มานั่งค้นข้อมูลเรื่องคดี อากง แล้วพบว่า ทีมจับกุมอากงในวันนั้นมี พล.ต.ต สุพิศาล อยู่ในทีมจับกุมด้วย ซึ่งปัจจุบัน พล.ต.ต.สุพิศาล เป็น ส.ส.อยู่ในพรรคก้าวไกล ผมอยากได้คำตอบจากพรรคก้าวไกลว่า ในกรณีนี้ทางพรรคมีกระบวนการที่จะตั้งคำถามถึงเขา และให้คำตอบกับสังคมได้ไหม?”

ต่อมาทวิตเตอร์ รองขาโต๊ะ@tablelegsupport ได้โพสต์ข้อความแจ้งความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้ตั้งคำถาม ไปยังพรรคก้าวไกลว่า

“พล.ต.ต. สุพิศาล ออกมาชี้แจงแล้วนะครับคำชี้แจ้งของ พล.ต.ต. สุพิศาล ต่อพี่น้องประชาชน ขอบคุณมากครับที่ฟังเสียงของพวกเรา   เดินหน้าต่อครับ

กรณี พล.ต.ต.สุพิศาล จะเป็นกรณีตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าจะ ดารา นักการเมือง ตำรวจ ศาล หรือทหาร

กรณีที่เคยทำผิดพลาด ถ้าออกมาขอโทษ และลงมือแก้ไขอดีต ผลักดันอนาคต ประชาชนก็พร้อมอภัย และพร้อมเดินต่อด้วยไม่ใช่เป็นลูกชุบ บอกไม่ใช่สลิ่ม แต่ไม่ทำเหี้…ไรเลย”

อย่างไรก็ตามพบว่า พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ได้ชี้แจงเรื่องคดีผ่านเฟซบุ๊กว่า

“จากกรณีที่มีการสอบถามกันเข้ามาถึงประเด็นที่ผม ในฐานะผู้บังคับการกองปราบปราม มีส่วนร่วมในการจับกุมอากง หรือคุณอำพล ตั้งนพกุล เมื่อปี 2553 ในข้อหาเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้น ผมขอน้อมรับความผิดในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวในขณะที่มีหน้าที่ในภาครัฐ ปี 2554 และขออภัยต่อดวงวิญญาณอากง และครอบครัว รวมถึงขอโทษผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ทุกคนที่อาจจะเกิดจากการทำงานในหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาแล้วด้วย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาสถานการณ์เปลี่ยนไป แต่การบังคับใช้กฎหมายยังคงถือปฏิบัติเช่นเดิมตลอดมา เวลาผ่าน ความเข้าใจของสังคมก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผมตระหนักแล้วว่าการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ และมาตราอื่นๆ ตลอดจนกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีแต่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน รัฐบาล และสถาบันย่ำแย่ลงจากความไม่เป็นธรรมในหลายแง่มุม ด้วยน้ำมือของผู้ควบคุมและกำกับ ตลอดจนนโยบายเป็นสำคัญ

งานการเมือง โดยเฉพาะ ส.ส.ต้องมีหน้าที่และอำนาจ ในการตราออกแก้กฎหมาย เพื่อให้เป็นธรรมจึงสำคัญยิ่ง และด้วยตระหนักว่าไม่สามารถแก้ไขความผิดพลาดในอดีตได้ แต่สามารถมุ่งมั่นลงมือทำงานเพื่อแก้ไขปัจจุบัน และกำหนดอนาคตของสังคมที่ดีกว่านี้ได้ ผมจึงตัดสินใจเข้าทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว ในปี 2561 ร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ และต่อมาคือพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นด้วยกับนโยบายด้านการปฏิรูปกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

ผมภูมิใจที่ได้เป็นหนึ่งใน ส.ส. และเป็นอดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขปรับปรุงชุดกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน รวมถึงมาตรา 112 ด้วยและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)

แม้สิ่งที่ผมทำจะไม่สามารถทดแทนความผิดพลาดได้ และคงไม่ทำให้ครอบครัวอากงให้อภัยผม แต่ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ดังนั้น หลังจากนี้จะขอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อทำงานแก้ไขความผิดพลาดดังกล่าวในอดีตเดิมที่อยู่ในวังวนของการครอบงำ ในอาณัติการที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งภายใต้รัฐราชการ อันเป็นการจำกัดสิทธิพลเมืองบางอย่างออกไปด้วยตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น เราทุกคนควรจะมีสิทธิอันพึงมีที่เท่ากัน” พล.ต.ต สุพิศาล กล่าว