ชายจีนคลั่งเสรีภาพประชาธิปไตยสุดลิ่ม!?!นั่งเรือยางติดเครื่องฝ่าคลื่นถึงไต้หวัน สามกีบไทยควรเอาอย่าง มั่นใจไม่มีใครขวาง

486

คุณอาจเคยได้ยินเหตุผลดีๆ มากมายเกี่ยวกับความดีงามของการใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งได้แรงบันดาลใจที่ทำให้รู้สึกอยากย้ายไปจากถิ่นฐานเดิมเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า แต่ความเป็นจริงแล้วทุกอย่างย่อมมีสองด้านเสมอ กรณีเกิดการปั่นกระแส “ย้ายประเทศ”ในสังคมไทย ที่ระบาดไปทั่วโซเชียลมีเดีย ก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนักการเมืองผู้กระหายอำนาจ กลุ่มนักเคลื่อนไหวคลั่งแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตก ล้วนมีเป้าหมายแอบแฝงในแผนการขย่มรัฐบาลอย่างชัดเจน ประสานรับกันอย่างเป็นกระบวนการในกลุ่มสื่อหลักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

มีเรื่องราวล่าสุดเป็นที่แสนฮือฮาเมื่อชายจีนล่องเรือฝ่ากระแสคลื่นเพื่อหนีแผ่นดินเกิดไปไต้หวัน เพราะอยากมีเสรีภาพ-ประชาธิปไตยสุดลิ่ม

วันที่ 3 พ.ค. ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ทางการไต้หวันพบชายชาวจีน แซ่จ้าว จากแผ่นดินใหญ่ นั่งเรือบดยางลำเล็กเพื่อแสวงหาเสรีภาพและประชาธิปไตยในไต้หวัน โดยข้ามช่องแคบไต้หวันที่มีการรักษาความปลอดภัยทางทหารอย่างเข้มงวด ทั้งฝ่ายกองทัพจีนและกองทัพไต้หวัน

ร้อยตำรวจเอก ฉือ ชุนซู ของไต้หวัน เผยว่า เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นนายจ้าวเมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 30 เม.ย.2564 ใกล้ท่าเรือเมืองไถจง หลังนั่งเรือเติมน้ำมัน 90 ลิตรข้ามน้ำข้ามทะเลมาราว 80 กิโลเมตรจาก มณฑลฝูเจี้ยน ชายฝั่งตะวันออกของจีน นายจ้าวถูกตำรวจกักตัวไว้ช่วงเช้าวันที่ 2 พ.ค. และแจ้งกับตำรวจว่ามายังไต้หวันเพื่อตามหาเสรีภาพและประชาธิปไตย ขณะนี้นายจ้าวอยู่ระหว่างถูกกักตัว เพื่อสอบสวนว่าไม่ได้เป็นผู้ร้ายหลบหนีคดี

ทั้งนี้ ช่องแคบไต้หวันเป็นน่านน้ำที่มีการวางกำลังทหารมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งจีนและไต้หวันต่างมีกองกำลังลาดตระเวน โดยฝ่ายจีนมี 250 ลำ รวมถึงเรือที่ติดอาวุธหนักหลายลำ

เมื่อปี 2563 ทางการจีนสั่งฟ้องนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง 10 คน จาก 12 คน ซึ่งถูกจับกุมเมื่อส.ค.2563 หลังนั่งเรือหนีจากฮ่องกงไปไต้หวัน ในจำนวนนี้มี 2 คน ถูกกล่าวหาจัดเตรียมการข้ามแดนอย่างผิดกฎหมายหากผิดจริง มีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี ส่วนคนที่เหลืออาจถูกจำคุก 1 ปี

เรื่องกระแสไม่อยากอยู่ประเทศตัวเองก็เคยเกิดขึ่นในประเทศเกาหลีใต้เช่นกันตอนนั้นคนหนุ่มสาวเรียกประเทศตัวเองว่า “นรกโชซอน” (Hell Joseon)

คนหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้มองว่าประเทศที่พวกเขาอยู่มันเลวร้ายเหมือนนรก แม้ว่าฉากหน้ามันจะสวยหรูแค่ไหนก็ตามนี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประมาณปี 2015

พบว่า 8 ใน 10 คน หรือประมาณ 88% ของคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ไม่อยากอยู่ในประเทศตัวเอง และหวังจะไปมีชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน 

การสัมภาษณ์ของรายการ Asian Boss ออกไปถามวัยรุ่นเกาหลีว่า ประเทศของตัวเองน่าอยู่หรือไม่ คำตอบประมาณ 9 ใน 10 คน คือไม่ และอยากไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดนหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ และเมื่อถามว่าข้อดีของการอยู่เกาหลีคืออะไร คำตอบ นิ่งอึ้งเพราะนึกไม่ออก

โชซอนคือชื่อเดิมของเกาหลี ตอนนี้เกาหลีเหนือยังเรียกตัวเองว่าโชซอน ส่วนทางใต้เรียกตัวเองว่าฮันกุก) คนนอกได้ยินเรื่องนรกโชซอนคงแทบไม่เชื่อ เพราะภาพลักษณ์เกาหลีเลิศเลอเอามากๆ อะไรกันดูล้ำสมัยไปหมด จนใครก็อยากจะไปอยู่

แต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้บอกว่าถ้าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หรือมีเงินเยอะๆ เกาหลีจะเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ซึ่งคนที่คาบช้อนทองมาเกิดล้วนแต่เป็นพวกลูกนักการเมืองหรือพวกมีเส้น และพวกที่มีเงินและฐานะดีคือคนที่จบมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ และได้ทำงานบริษัทระดับท็อปส่วนที่เหลือคือคนเดินดินส่วนใหญ่ ตอนวัยรุ่นต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากการเรียน ต้องแย่งที่เรียน แย่งงานกันทำ แต่ได้งานทำแล้วค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่ได้

ประมาณว่า “คนที่เข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปได้ ก็ได้ทุกอย่างไปครอง” ส่วนบางคนบอกว่าแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก “เราจำเป็นต้องเป็นในสิ่งที่สังคมต้องการ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนแรงกกดดันที่ชาวเกาหลีต้องเผชิญ คือ สังคมที่มีบรรทัดฐานบีบคั้นสูง เด็กๆ ต้องเรียนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ถ้าเข้าไม่ได้ก็แทบหมดหวังจะก้าวหน้า จากนั้นต้องเผชิญกับระบบการเกณฑ์ทหารที่เข้มงวดรุนแรง (ผู้ชายทุกคนต้องผ่านการเป็นทหาร) และเมื่อได้งานทำก็ต้องกลายเป็นทาสของบริษัท

วัยรุ่นพวกนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมคนนนอกถึงคิดว่าเกาหลีน่าอยู่ และบางคนคิดว่าอาจเป็นเพราะกระแสวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี (ฮันรยู) ทำให้คนคิดอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มีคนมองว่าไม่ควรอ้างความลำบากของตัวเอง แล้วการโทษประเทศตัวเองเป็นนรกบนดิน และมีผู้สัมภาษณ์รายหนึ่งซึ่งเคยอยู่ต่างประเทศบอกว่าเกาหลีเหมือนนรกจริงๆ แต่เมืองนอกก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันและทิ้งท้ายว่า คนเรามักจะมองที่อื่นดีกว่าบ้านเมืองตัวเอง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ดีกว่าเสมอไปหรอก

แม้ว่าสัมภาษณ์คนหนุม่สาวเกาหลีจาก Asian Boss จะทำขึ้นในช่วงปี 2015แต่มันยังส่งผลสะเทือนต่อมาอีกหลายปี บทความนี้เขียนลงในเฟซบุ๊ค Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 อัปเดต/แก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 4 พฤษภาคม 2021