เปิดตรรกะจตุพรในวันย้อนแย้ง!จากจิตอาสารักเจ้า-ค้านขวางขบวนเสด็จฯ เปลี่ยนมาอุ้มม็อบจาบจ้วงสถาบัน?

921

เวลาทำให้คนเปลี่ยนไป นี่เป็นสัจธรรมที่เชื่อได้เสมอ บางคนจากดีกลายเป็นร้าย บางคนจากร้ายกลายเป็นดี สำหรับสาเหตุก็อาจมีหลายปัจจัยที่เป็นเงื่อนไข บางคนเพื่อส่วนรวม บางคนทำเพื่อตนเอง แต่คนชื่อตู่ จตุพร จะด้วยเหตุผลใดในวันนี้ลองไปติดตามดูกัน!!!

จากที่เป็นตัวตั้งตัวตีจัดชุมนุมเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2564 หรือ ที่ใช้ในรหัสตัวแลขว่า  4-4-4  จนกระทั่งพักม็อบไปเพราะไวรัสโควิดกลับมาแพร่ระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษายน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้ออกมาเฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk ถึงโควิดระบาดโดยมีบางช่วงบางตอน ที่น่าสนใจในความคิด ทิศทางที่เปลี่ยนไป โดยกล่าวหาเป็นการบริหารจัดการที่ผิดพลาด หย่อนยาน ปล่อยปละจากหน่วยงานใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น

“ถึงวันนี้ พลเอกประยุทธ์ ยังไม่มีวุฒิภาวะผู้นำ ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย ถ้ามีความรับผิดชอบแล้ว การระบาดของโควิด จะทำอะไรประเทศไทยไม่ได้ เนื่องจากที่ผ่านมา ได้ใช้ พรก.ฉุกเฉิน รวบอำนาจทุกอย่างมาอยู่ที่พลเอกประยุทธ์ คนเดียว แต่โควิดกลับระบาดรุนแรงถึง 3 ครั้ง”

ทั้งนี้นายจตุพร ยังกล่าวว่า วันนี้คนไทยได้รับผลกระทบจากความเสียหาย บ้านเมืองเกิดหายนะ มีการทุจริตโกงกินเต็มบ้านเต็มเมือง ดังนั้น เมื่อโควิดคลี่คลาย นับแต่ 24 เมษายนนี้ไป คณะสามัคคีประชาชนจะมีกิจกรรมกันอีก แต่หากโควิดยังไม่คลี่คลายก็จะใช้ช่องทางสื่อสารกับประชาชน

“ตนเห็นด้วยการเรียกร้องทุกข้อ แต่วันนี้พลเอกประยุทธ์ คือปัญหาของชาติ ส่วนคนหนุ่มสาวอดอาหารอยู่ในเรือนจำนั้น เป็นคนหนุ่มสาวจิตใจเข้มแข็ง เรือนจำต้องเฝ้าทุกวินาที หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิดจะทำให้เหตุการณ์ข้างนอกเรือนจำลุกเป็นไฟได้

สิ่งที่คนหนุ่มสาว 2 คนแสดงให้เห็นด้วยความเด็ดเดียวนั้น ผมวาดหวังว่า พวกเขาต้องได้รับการประกันตัว เพราะเขาเป็นคนไทย เป็นอนาคตของบ้านเมือง แต่คนที่เป็นแม่จะทนทุกข์ทรมานมากกับการอดข้าวของลูก ผมจึงหวังว่า ใต้สถานการณ์นี้ เราคงช่วยผ่อนคลายบรรยายกาศ คนที่กระเหี้ยนกระหือรือไม่ให้ปล่อยตัวนั้น ควรส่งเสียงพอกันได้แล้ว ผมหวังว่า ควรให้พวกเขาได้ประกันตัว การคุมขังควรเพียงพอได้แล้ว”

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังย้ำว่า คนต้องรับผิดชอบหลักกับการอดอาหารของคนหนุ่มสาวนั้น คือ พลเอกประยุทธ์ ที่พูดจนทำให้คนหลงเชื่อว่า ไม่เอาความผิด มาตรา112 และทำให้สถาบันฯได้รับผลกระทบสูงสุด ดังนั้น คนหนุ่มสาวควรได้รับการประกันตัว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความรู้สึกของสังคมควรมีจิตใจเมตตาต่อกัน ตนจึงหวังว่าเขาควรได้รับอิสรภาพในเวลาไม่นานนี้

นั่นคือท่าทีล่าสุดของนายจตุพร ที่ทำให้เห็นว่า วันนี้ความคิดได้เปลี่ยนไปแล้ว ส่วนจะเปลี่ยนไปแบบไหน เชื่อว่าหลายคนคงพิจารณาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้นิสัยเดิมๆชอบข่มขู่ แกนนำม็อบที่ติดคุกต้องได้ประกันตัว และหากพวกเขาเป็นอะไรไปในเรือนจำ ข้างนอกจะลุกเป็นไฟ รวมทั้งการใช้ตรรกะที่พิลึกพิลั่น อ้างนายกรัฐมนตรี เคยพูดไม่เอาความผิดมาตรา 112  ทำให้สังคมถามกลับนายจตุพร ว่า พลเอกประยุทธ์ เป็นใคร ที่จะเอาผิดหรือไม่เอาผิดใคร นั่นเพราะการฝ่าฝืนกฎหมายเป็นของกระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาลยุติธรรม

และการที่ใครทำผิดกฎหมาย ตัวนายกฯจะสามารถไปสั่งได้อย่างไร ไปชี้ถูก-ชี้ผิดได้อย่างไร  นี่จึงเป็นความคิด เป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนของนายจตุพรเป็นอย่างยิ่ง ไม่เพียงไม่ดูว่าบรรดาแกนนำม็อบเหล่านั้น จาบจ้วงสถาบันรุนแรงเพียงใด ทำผิด ได้รับการปล่อยตัวมาแล้วกี่ครั้ง แต่ยังทำผิดซ้ำซาก สิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในหัวนายจตุพร เพราะความหน้ามืดหรืออย่างไร???  อีกทั้งยังย้อนแย้งจนหมดสิ้นในความเป็นผู้นำนักศึกษา ผู้นำมวลชนที่น่าเชื่อถือ!!!  ลองย้อนไปดูพฤติกรรม คำพูดของนายจตุพร ก่อนหน้านี้

22 กรกฏาคม 2563  นายจตุพร ออกมาระบุว่า เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาตอนนี้ แต่ก็อยากเตือนว่า ไม่ควรจาบจ้วงสถาบันฯ เพราะ อาจทำให้เป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงและการสูญเสีย เนื่องจาก เรื่องสถาบันเป็นเรื่องอ่อนไหว พร้อมย้ำเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อของนักศึกษา คือ ยุบสภา , หยุดคุกคามประชาชน และร่างรัฐธรรมนูญใหม่

5 ตุลาคม 2563 นายจตุพร จัดงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 54 ปี ซึ่งได้กล่าวถึงกรณีสถานการณ์การชุมนุม ของกลุ่มประชาชนปลดแอกและธรรมศาสตร์และการชุมนุมในวันที่ 14 ตุลาคม โดยยืนยันสนับสนุนแนวคิด 3 ข้อ คือ หยุดคุกคามประชาชน ให้นายกรัฐมนตรีลาออก และยุบสภา

“แต่นอกเหนือจากนี้ผมไม่เห็นด้วย พร้อมกับมองว่าหากข้อเรียกร้องจุดยืนทั้ง 3 ข้อถูกจำกัดไว้ จะเกิดชัยชนะต่อผู้ชุมนุม และผมจะขอติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหวังว่ารัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรง ในการปราบปรามประชาชน และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยหลักสันติวิธี ซึ่งการใช้หลักนิติศาสตร์นำหลักรัฐศาสตร์สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาประเทศได้แม้แต่กรณีเดียว” นายจตุพร กล่าว

12 ตุลาคม 2563  นายจตุพร เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk  ตอนหนึ่งถึงการชุมนุม 14 ตุลาคม ถ้าลดข้อเรียกร้องจาก 3 ข้อ เหลือเพียงข้อเดียว เชื่อว่ากระแสประชาชนจะออกมาร่วมชุมนุมถล่มทลาย โดยเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกหรือยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน บรรยากาศบ้านเมืองจะคลี่คลายลง

“อีกอย่างในทางการเมืองเปลี่ยนวันชุมนุมได้ตามสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าเปลี่ยนจุดยืนอุดมการณ์ เนื่องจากในวันที่ 13 ต.ค. คนทั้งแผ่นดินจะร่วมระลึกถึง และไว้อาลัยต่อวันสวรรคตในหลวง รัชกาลที่ 9 ภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ จะทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองในวันที่ 14 ต.ค. เป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อมีขบวนเสด็จไปพระบรมมหาราชวัง แน่นอนที่สุดประชาชนสองข้างทางจะถวายการต้อนรับ เปล่งเสียงทรงพระเจริญ อีกอย่างการพยายามอธิบายว่า ผู้ชุมนุมจะเปิดเส้นทางเสด็จ แต่ชู 3 นิ้วนั้น ภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้เป็นปัญหาแล้ว เพราะคนจะเต็มถนนราชดำเนินเพื่อมารับเสด็จ สิ่งที่เสนอนั้นคือ ลดข้อเรียกร้องเหลือข้อเดียวไล่ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วเปลี่ยนวันชุมนุมใหม่ แม้ผู้จัดชุมนุมไม่ฟังหรือไม่เอาตามข้อเสนอก็ตาม

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน จะพาให้ข้อที่หนึ่งและสองต้องล้มระเนระนาดกันไป พล.อ.ประยุทธ์ ก็ลอยตัวอยู่กันอย่างสบายไป โดยข้อเรียกร้องไม่ระคายผิว แต่ประชาชนกลับเสียโอกาส ประเทศไทยยังต้องเจอกับภัยคุกคามจากภายนอกประเทศที่จ้องกดดันอีกด้วย เหตุนี้คนหนุ่มสาวจึงต้องคิดอ่านกัน ถ้าฟังผมจะรู้ว่า มีเจตนาดี หากต้องการจัดการรัฐบาลก็ต้องเอาข้อเดียว คือ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออก และเลื่อนวันชุมนุมออกไป ให้เกิดความสบายใจทั้งหมด ไม่ถูกกล่าวหาใดๆได้ พสกนิกรชาวไทยเข้าใจ เมื่อเป็นอย่างนี้แฟร์ทุกฝ่าย

15 กรกฏคม 2562  นายจตุพร ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความผ่านเเพจเฟซบุ๊ก Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์ โดยระบุว่า อยู่ที่ สำนักงานเขตพระนคร ซึ่งเป็นภาพนายจตุพร และแกนนำของกลุ่มนปช.สวมเสื้อเหลือง ใส่หมวกจิตอาสา

สำหรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่จิตอาสา ในโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” ตามพระราชปณิธานสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของหน่วยราชการที่เป็นการพัฒนาสังคมและสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ที่ สำนักงานเขตพระนคร